My logo

Article Mi

คำๆ นี้อาจจะไม่เป็นที่คุ้นเคยกันมากนักสำหรับท่านที่ทำงานวิเคราะห์ในแบบที่เป็นปัญหาปกติทั่วไป แต่ถ้าเป็น Isotropic Material อาจจะคุ้นๆ กันบ้างอย่าง “linear Elastic Isotropic” ดังนั้นจะขออธิบายถึงความแตกต่างระหว่าง Isotropic และ Anisotropic Material รวมถึงการเลือกใช้งานแบบจำลองของวัสดุทั้งสองประเภท ในการ วิเคราะห์ค่าความหนาชิ้นงาน 1. Isotropic Material วัสดุประเภทนี้คุณสมบัติของวัสดุไม่ว่าจะเป็นทั้ง ทางกล, ทางความร้อน, ทางไฟฟ้า ฯลฯ จะเหมือนกันทุกทิศทาง โดยทั่วไปวัสดุที่เป็น โลหะ (โดยเฉพาะที่เป็น Bulk) และ แก้ว จะเป็นวัสดุประเภท Isotropic ในงานวิเคราะห์ปกติก็จะถูกกำหนดให้เป็นวัสดุประเภทนี้อยู่แล้ว 2. Anisotropic Material วัสดุประเภทนี้จะมีคุณสมบัติในแต่ละทิศทางที่ไม่เหมือนกัน เช่น โลหะแผ่น ซึ่งคุณสมบัติในแนวรีด และในแนวตั้งฉากกับแนวรีดจะไม่เท่ากัน หรือ ไม้ที่คุณสมบัติแต่จุดในตัวมันเองก็ยังไม่เท่ากันอีก ในแต่ละทิศทาง (Orthotropic Material) รูปที่ 1 เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างวัสดุ Isotropic และ Anisotropic (รูปจาก: https://www.knowswhy.com/difference-between-isotropic-and-anisotropic/)   ในส่วนของ SOLIDWORKS Simulation จะมีแบบจำลองของวัสดุ (Material Model) ประเภท Linear Elastic Isotropic และ linear Elastic Orthotropic ให้เลือกใช้งาน ในกรณีที่วัสดุเกิดการเสียรูปในช่วงของ Elastic เท่านั้นโดยอยู่ในโมดุล Linear Static สำหรับปัญหาโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเภทโลหะแผ่น มักจะพบว่าหลายท่านมีความพยายามที่จะใช้ Isotropic Material ในการวิเคราะห์ ซึ่งก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้เกิดความคลาดเคลื่อน ยิ่งถ้ารวมถึงพฤติกรรมของวัสดุที่เป็นการเสียรูปถาวร (Plastic Deformation) ยิ่งทำให้มีความคลาดเคลื่อนเพิ่มขึ้นไปอีก ดังนั้นก็ขอให้พิจารณาให้ดีว่าผลลัพธ์ที่เป็นแนวโน้มที่จะนำไปใช้นั้นเป็นข้อมูลที่ดีพอให้ท่านตัดสินใจทำอะไรลงไปหรือไม่ ตัวอย่างที่จะนำเสนอต่อไปนี้ จะแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการวิเคราะห์ปัญหาในแบบที่กำหนดให้วัสดุเป็นแบบ Isotropic และ Anisotropic ของงานลากขึ้นรูปโลหะแผ่น (Cup Deep Drawing) ด้วยโซลูชั่นที่อยู่บนแพลตฟอร์ม 3DEXPERIENCE ที่ชื่อว่า SIMULIAworks โดยที่เรายังสามารถใช้งานร่วมกับ SOLIDWORK หรือ SOLIDWORKS Simulation ได้อีกด้วย เป็นการนำเอาความสามารถที่โดดเด่นของ ABAQUS มาช่วยขยายขอบเขตของงานวิเคราะห์เดิมให้กว้างออกไป สำหรับข้อมูลของวัสดุที่เราต้องมี มีดังนี้ 1. กรณีที่กำหนดวัสดุเป็นแบบ Isotropic 1.1 Density 1.2 Elastic Modulus 1.3 Poisson Ration 1.4 Stress – Strain Curve หรือ Flow Curve 2. กรณีที่กำหนดวัสดุเป็นแบบ Anisotropic ข้อมูลที่ต้องการเพิ่มเติมมีดังนี้ 2.1 R-value หรือ Plastic Strain Ratio หรือ Lankford Parameter 2.2 Forming Limit Diagram R-value คือ อัตราส่วนของความเครียดแท้แนวกว้างช่วงพลาสติก กับความเครียดแท้แนวหนาช่วงพลาสติก ในชิ้นทดสอบที่ได้รับความเค้นดึงแกนเดียว (Uniaxial Tensile Test) โดยชิ้นงานที่จะนำมาทดสอบจะได้มาจากตำแหน่ง 0, 45, 90 องศา กับแนวรีด รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสืบค้นได้จาก มอก. 2178 รูปที่ 2 รูปชิ้นงานสำหรับทดสอบหาค่า R-value ในส่วนของ SIMULIAWORKS นั้นไม่ได้เอาค่า R-value ไปใช้โดยตรง แต่นำไปใช้เพื่อคำนวณหาค่าพารามิเตอร์ Rij ตามกฎเกณฑ์ของ Hill ดังตัวอย่างในรูปที่3 รูปที่ 3 แสดงตัวอย่างการคำนวนหาค่า Rij  ตามกฎเกณฑ์ของ Hill   Forming Limit Diagram เป็นแผนภาพที่แสดงให้เห็นถึงขีดจำกัด ในการขึ้นรูปก่อนที่ชิ้นงานจะเกิดการคอด (Necking) โดยข้อมูลในแผนภาพได้มาจากการทดสอบชิ้นงานที่มีการทำกริดรูปวงกลมก่อนนำไปทดสอบ ซึ่งหลังจากที่ทดสอบแล้วจะทำการวัดขนาดกริดรูปวงกลมที่เกิดการเสียรูปเพื่อคำนวณหาค่าของ Major Strain และ Minor Strain โดยนำค่าทั้งสองมาพล็อตลงในแผนภาพเพื่อสร้างเป็นเส้นขีดจำกัดการขึ้นรูปหรือ Forming Limit Curve ออกมา รูปที่ 4 แสดงรายละเอียดชิ้นงาน และการทดสอบหา Forming Limit Curve ตามวิธีของ NAKAJIMA รูปที่ 5 ตัวอย่างการป้อนข้อมูล Flow curve (a) และ Forming limit curve (b) ใน SIMULIAworks และเพื่อความสะดวกในการวิเคราะห์ควรจะกำหนดให้ Punch, Die และ Blank Holder เป็น Rigid Body รูปที่ 6 การเซ็ตทูลลิ่งให้เป็น Rigid Body   สำหรับปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในงานลากขึ้นรูปถ้วย (Cup Deep Drawing) ที่มักจะเห็นกันอยู่บ่อยๆ และเป็นการตอกย้ำในเรื่องของความเป็น Anisotropic ของวัสดุนั่นก็ คือ การเกิด Earing ที่ชิ้นงาน รูปที่ 7 การเกิด Earing ขึ้นบนชิ้นงานลากขึ้นรูปถ้วย นอกจากนั้นแล้วการกระจายตัวของความหนาของชิ้นงานจะไม่สม่ำเสมอกันในแต่ละระยะความลึกของถ้วย รูปที่ 8 เปรียบเทียบการกระจายตัวของค่าความหนาบนชิ้นงานระหว่างแบบที่วิเคราะห์ด้วย Anisotropic กับ Isotropic Material ส่วนการวิเคราะห์ว่าชิ้นงานเกิดการฉีกขาดหรือไม่นั้นเราจะใช้พารามิเตอร์ที่ชื่อว่า FLDCRT เป็นเกณฑ์ตัดสิน โดยที่ถ้าค่า FLDCRT มีค่าตั้งแต่ 1 ขึ้นไปถือว่าชิ้นงานเกิดการฉีกขาด (Major Strain ที่คำนวณได้มีค่าเท่ากับหรือมากกว่าค่า Major Strain ที่กำหนดไว้) รูปที่ 9 แสดงหลักการคำนวณค่า FLDCRT ในส่วนของแรงที่ใช้ในการขึ้นรูปชิ้นงานก็สามารถที่จะตรวจสอบได้เช่นกันโดยการสั่งพล็อต Reaction Force ที่เกิดขึ้นกับตัว Punch รูปที่ 10 การพล็อตค่าแรงที่ใช้ในการขึ้นรูปชิ้นงาน หวังว่าทุกท่านคงมีความเข้าใจและนำไปประยุกต์ใช้งานได้อย่างถูกต้อง ส่วนผู้ที่สนใจโซลูชั่น SIMULIAworks สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 082-699-6945 ข้อมูลเพิ่มเติม SOLIDWORKS SOLIDWORKS Simulation  SIMULIAworks

MARCUS อากาศยานไร้คนขับเพื่อการตรวจการณ์ทางทะเล (Maritime Aerial Reconnaissance Craft Unmanned System) ความภาคภูมิใจที่ได้เห็นผลงานฝีมือคนไทย นับว่าเป็นผลงานที่ยืนยันความสามารถของคนไทย ที่ไม่แพ้ชาติใด ในโลกจริงๆ กับ MARCUS อากาศยานไร้คนขับเพื่อการตรวจการณ์ทางทะเล ที่ได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย และความร่วมแรงร่วมใจที่มีเป้าหมายเดียวกัน จนผสมผสานกลายเป็นผลงานที่น่าชื่นชม “ที่สำคัญที่สุด เป็นฝีมือการออกแบบของคนไทย รวมถึงการผลิตทุกขั้นตอนภายในประเทศ โดยคนไทย” บริษัท แอพพลิแคด จำกัด (มหาชน) ได้มีโอกาสได้สัมภาษณ์โครงการวิจัยฯ ในครั้งนี้ ถึงความเป็นมาและอุปสรรคต่างๆ กว่าจะมาเป็น MARCUS อากาศยานไร้คนขับเพื่อการตรวจการณ์ทางทะเล ที่สามารถใช้แทนคนได้ มีศักยภาพในการบินได้ยาวนานไม่ต่ำกว่า 4 ชม. พร้อมทั้งยังมีความคงทนแข็งแรงด้วยวัสดุที่คิดค้นและพัฒนามาอย่างลงตัว ที่สำคัญสามารถบังคับโดยโปรแกรมอันชาญฉลาดได้อีกด้วย   ข้อมูลในการสัมภาษณ์ในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นาวาเอก ภาณุพงศ ขุมสิน, ผู้อำนวยการกองแผนและโครงการ สำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพเรือ, ผู้แทนคณะนักวิจัยโครงการฯ คุณธนดล ถมยา (CEO) Siam Dry Tech Composites Co., Ltd. คุณวิทวัส เพ็ชรพัว CAD Designer ที่มาของโครงการวิจัยฯ : สำนักการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้กรุณาให้ทุนสนับสนุนการวิจัยในด้านที่เกี่ยวกับอากาศยานไร้คนขับ แก่สำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพเรือ (สวพ.ทร.) ในกรอบงบประมาณจำนวน 10,000,000 (สิบล้าน) บาท เนื่องจากทาง สวพ.ทร. ได้เคยมีการวิจัยและพัฒนาด้านอากาศยานไร้คนขับมาแล้วหลายแบบหลายรุ่น และมีความต้องการขยายผลการวิจัยและพัฒนาเพื่อการมีอากาศยานไร้นักบินที่พร้อมผลิตใช้งานจริงสำหรับภารกิจทางทะเล Concept & Key Idea ในการออกแบบอากาศยานไร้คนขับ : จากข้อกำหนดตั้งต้นที่มาจากภาระกิจการลาดตระเวนทางทะเลที่มีพื้นที่กว้าง การลาดตระเวนด้วยอากาศยานไร้นักบินจะทำให้ลดต้นทุนในการปฏิบัติการและการซ่อมบำรุงรักษา (Operation Cost & Maintenance Cost) รวมถึงความเสี่ยงภัยของ บุคลากรเป็นอย่างมาก องค์ความรู้และประสบการณ์ในการวิจัยและพัฒนาอากาศยานไร้คนขับหลากหลายแบบ ทำให้สามารถสรุปรูปร่างคุณลักษณะตามภารกิจที่ต้องการได้ แต่โครงสร้างอากาศยานส่วนใหญ่จะต้องจัดซื้อมาจากต่างประเทศ การออกแบบโครงสร้างใหม่ทั้งหมดต้องใช้ค่าใช้จ่ายและเวลาเป็นอย่างมาก ดังนั้นคณะนักวิจัยจึงใช้วิธีการ Reverse Engineer โดยการทำ 3D Scan จากโครงสร้างที่มีความใกล้เคียงกับความต้องการมากที่สุด และใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการเปลี่ยนแปลงส่วนประกอบต่าง ๆ โดยยึดถือคุณลักษณะและสมรรถนะที่ต้องการ และการไม่ละเมิดลิขสิทธิ์เป็นสำคัญ วัตถุประสงค์ของการใช้งาน : ต้องการมีอากาศยานไร้คนขับแบบปีกนิ่ง (ปีกตรึง) ที่สามารถขึ้นลงทางดิ่ง (ไม่ใช้ Runway) จากพื้นขนาดเล็กมาก (ประมาณ 3x3 เมตร) สามารถบินปฏิบัติการได้นานมากกว่า 5-6 ชั่วโมง ทนต่อสภาพอากาศเหนือท้องทะเล สามารถแบกรับสัมภาระ (Payload) ได้ไม่ต่ำกว่า 4-5 กิโลกรัม เพื่อการพัฒนาต่อยอดได้ทั้งเพื่อการทหาร (มีการพัฒนาระบบโปรแกรมเพื่อการปฏิบัติการทางทหารในโครงการฯ นี้อีกด้วย) และการพาณิชย์ จุดเด่นอากาศยานไร้คนขับ : ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในครั้งนี้มาจากความร่วมมือของสุดยอดฝีมือทั้ง 3 ฝ่าย เรามีองค์ความรู้เรื่องการประกอบและการใช้งาน, เราได้ Pims Technologies เข้ามาช่วยพัฒนา AI ควบคุมการบิน และเราได้ SDT Composites เข้ามาช่วยออกแบบและผลิตตัวอากาศยาน ส่งผลให้โครงการของเราเป็นอากาศยานไร้คนขับที่บินได้นานเพราะบินแบบปีกนิ่ง แต่ไม่ต้องอาศัยทางวิ่ง สามารถขึ้นและลงจากที่ใดก็ได้ ด้วยขนาดที่ค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับอากาศยานไร้คนขับในแบบใกล้เคียงกัน ทำให้เป็นอากาศยานไร้คนขับแบบปีกนิ่งขึ้นลงทางดิ่ง (VTOL) ที่ใหญ่ที่สุดแบบหนึ่ง ที่จะสามารถพบเห็นได้ในประเทศไทย เป็นการออกแบบตามคุณลักษณะและสมรรถนะที่ต้องการ ไม่ใช่การนำแบบสำเร็จจากต่างประเทศมาดัดแปลง “และที่สำคัญที่สุด เป็นฝีมือการพัฒนาและออกแบบของคนไทย รวมถึงการพัฒนาและผลิตทุกขั้นตอนภายในประเทศ โดยคนไทยทั้งหมด” https://www.applicadthai.com/wp-content/uploads/2020/11/MARCUS-_-TBACCS-720p.mp4   ความท้ายทายในการทำงานนี้ที่สำคัญมีอยู่ 2 ประการ 1. การทำ Reverse Engineer จากโครงสร้างสำเร็จรูปนั้นไม่ยาก แต่การปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มเติมให้ได้ในสิ่งที่ต้องการนั้นยากมาก เพราะอากาศยานไร้คนขับเองก็ไม่ต่างจากเครื่องบินลำหนึ่ง ความสมดุลหรือความเข้ากันได้ของทุกชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่จะติดตั้งจะมีความเกี่ยวข้องกันทั้งหมด การปรับเปลี่ยนชิ้นส่วนหนึ่งจะส่งผลกระทบต่อชิ้นส่วนอื่น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อโครงสร้าง ความแข็งแรง สมดุล และสมรรถนะโดยรวม การจะได้มาซึ่งสมรรถนะและรูปทรงตามที่ต้องการจะต้องมีการปรับเปลี่ยนและคำนวณใหม่หลายครั้ง จึงจะได้สมรรถนะและรูปทรงตามที่ต้องการ 2. การผลิตชิ้นงานทั้งหมด โดยวัสดุแบบ Prepreg Carbon Fiber (Dry Carbon) และความเชี่ยวชาญในการผลิต เพื่อให้ได้ชิ้นงานที่มีความแข็งแรงทนทานที่สุดด้วยน้ำหนักที่เบาที่สุด ตลอดไปจนถึงความเชี่ยวชาญในการประกอบชิ้นงานต่าง ๆ ให้เป็นอากาศยานไร้คนขับ ซึ่งยังไม่มีผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้มากนักในประเทศไทย จุดสำคัญที่ตัดสินใช้โปรแกรมออกแบบ 3 มิติ (SOLIDWORKS & 3D Experience Platform) : การออกแบบอากาศยานไร้คนขับ ประกอบไปด้วยชิ้นงานที่มีความสลับซับซ้อน ต้องการความละเอียดและความแม่นยำเป็นอย่างสูง รวมถึงความสามารถในการคำนวณเพื่อให้ได้สมรรถนะตามที่ต้องการ และการส่งต่อเพื่อทำ Simulation และการผลิตชิ้นงาน ที่ต้องการความเข้ากันได้ (Compatibility) ในระหว่างระบบการทำงาน (Platform) ต่าง ๆ SOLIDWORKS & 3D Experience Platform เข้ามาช่วยแก้ปัญหาได้อย่างไร : นอกเหนือไปจากเหตุผลของจุดเด่นของโปรแกรมดังที่ได้กล่าวมาแล้ว การมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ สามารถใช้โปรแกรมดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพได้อย่างแท้จริง จะช่วยดึงเอาความสามารถของโปรแกรมออกมาใช้งานได้อย่างเต็มที่ นับว่าเป็นโชคดีและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ที่ได้โปรแกรมที่มีประสิทธิภาพและบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการใช้งาน ตลอดจนฝ่ายผลิตชิ้นงานที่มีความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีการผลิตในระดับที่สามารถเรียกว่าหาได้ยากมากในประเทศไทย หรือแม้แต่ในระดับโลกก็ตาม   แรงบันดาลใจและข้อคิดดีๆ ในการทำงาน “เรามีโจทย์ยากๆ เข้ามาเสมอ แต่ก่อนเราต้องซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ซึ่งคนไทยเองไม่แพ้ชาติในในโลก เรามีคนเก่งอยู่มาก โปรเจคเหล่านี้ถือว่าเป็นการเปิดโอกาสให้มีการรวมกลุ่มกัน แลกเปลี่ยนความคิด สร้างโอกาสให้กับนักพัฒนา อย่างผมเองเป็นนักวิจัย เราต้องพึ่งพากันและกัน โดยภาครัฐแล้วไม่สามารถทำด้วยตัวคนเดียวได้ ต้องพึ่งพาภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญและมีศักยภาพ มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ก่อให้เกิดผลงานและโปรเจคดีๆ ต่อไปครับ” นาวาเอก ภาณุพงศ ขุมสิน, ผู้อำนวยการกองแผนและโครงการ สำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพเรือ, ผู้แทนคณะนักวิจัยโครงการฯ “แรงบันดาลใจของผม คือ การเห็น และ ลงมือทำ เมื่อสำเร็จแล้ว ต้องแชร์ไปให้คนอื่นๆ ให้กับคนในวงการบ้านเรา เราขาดแค่เทคโนโลยีและความเข้าใจ ผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมทำ และแชร์ออกไป ถ้ามีใครซักคนนำไปต่อยอดได้ นั่นเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าครับ” คุณธนดล ถมยา (CEO) Siam Dry Tech Composites Co., Ltd. “สิ่งสำคัญที่เราทุกคนไม่ควรขาดไป นั่นก็ คือ Passion ของการทำงาน ตามหาการทำงานที่มีความท้าทาย ทำอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ ก็จะนำไปสู่โอกาสได้ครับ” คุณวิทวัส เพ็ชรพัว CAD Designer หวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการวิจัยฯ ในครั้งนี้ จะเป็นแรงผลักดัน และแรงบันดาลใจให้กับคนไทย ที่เราจะมุ่งมั่น พัฒนา เติบโต และต่อยอด อย่างไม่หยุดยั้ง เพราะแท้ที่จริงแล้ว ศักยภาพของเราเองมีไม่แพ้ใครจริงๆ เพียงแค่เราต้องกล้าที่จะคิด กล้าที่จะทำ และเมื่อคุณต้องการเครื่องมือ หรือเทคโนโลยี ที่จะช่วยสนับสนุนทาง บริษัท แอพพลิแคด จำกัด (มหาชน) ยินดีที่จะเป็นที่ปรึกษา และช่วยให้คำแนะนำด้วย Solution ด้านการออกแบบ แบบครบวงจร ไปจนถึงขั้นตอนการผลิต เพราะเราอยากเห็นคนไทยไปได้ไกลกว่าที่คิด  สำหรับท่านใดที่ต้องการคำแนะนำ หรือต้องการปรึกษา Solution ด้านการออกแบบ สามารถติดต่อได้ที่ : 02-744-9045 หรือ https://www.applicadthai.com/
คุณเคยมีความชอบหรือหลงใหลอะไรสักอย่างไหม?   ขณะที่คุณอ่านบทความนี้อยู่ เราเชื่อว่าคุณมีความชอบบางอย่าง บางคนอาจจะชอบเก็บสะสมโมเดลหุ่นยนต์ สะสมรถของเล่น หรือแม้แต่กระทั่งกีต้าร์ เริ่มมาแบบนี้ทุกคนที่กำลังอ่านอาจจะสงสัย ว่าวันนี้เราจะพูดเรื่องอะไร เราจะมาเล่าเรื่อง “กีต้าร์” ตัวหนึ่ง ที่ถูกสร้างขึ้นจากความชื่นชอบในเสียงดนตรีของคนผู้หนึ่ง ซึ่งเขาก็คือ คุณประภาส ตั้งอดุลย์รัตน์ ผู้ก่อตั้ง AppliCAD นั่นเอง ออกแบบชิ้นงาน 3 มิติ กีต้าร์ ด้วยความตั้งใจที่จะใช้ทรัพยากรทั้งหมดที่มีของ AppliCAD ตั้งแต่โปรแกรมออกแบบ SOLIDWORKS ตลอดไปจนถึงเครื่องมือในการผลิตอย่าง 3D Printer ของ Stratasys J826 ความท้าทายใหม่ที่เปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ และความชื่นชอบให้ออกมาเป็นรูปเป็นร่างที่สามารถใช้งานได้จริง!!! อย่างที่หลายคนคงทราบกันดีว่า AppliCAD เป็นตัวแทนจำหน่ายโปรแกรมออกแบบชื่อดังที่เหล่าวิศวกรมักรู้จัก นั่นก็คือ SOLIDWORKS แต่จริงๆ แล้วมันไม่ได้มีเพียงเท่านั้น วันนี้เราจะมาเปิดทุกกระบวนการ และเครื่องมือต่างๆที่ถูกใช้เพื่อสร้างสรรค์เจ้ากีต้าร์ตัวนี้ขึ้นมา เริ่มต้นจากการ ออกแบบชิ้นงาน 3 มิติ กีต้าร์ Concept เราใช้ xDesign จาก 3DEXPERIENCE ในการร่างแบบกีต้าร์ในรูปแบบที่เราต้องการ โดยใช้จุดเด่นเรื่องการใช้งานที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้ ทำให้เมื่อคุณเกิดไอเดีย คุณก็เพียงแค่เปิดมันขึ้นมา ไม่จำเป็นต้องมีการดาวน์โหลดเป็นแอพพลิเคชั่นอีกต่อไป เมื่อเราได้ Concept หน้าตาเบื้องต้นของกีต้าร์ที่เราต้องการเเล้ว เราจำเป็นต้องใส่รายละเอียดต่างๆในส่วนที่สำคัญอย่างเช่น การวางสายไฟ การตั้งสายกีต้าร์ เพื่อวางแผนทำแบบอย่างละเอียดสำหรับส่งไปกระบวนการผลิตจริงต่อไป เราจึงใช้โปรแกรมออกแบบที่ทุกคนรู้จักกันดี SOLIDWORKS เข้ามาเพิ่มเติมรายละเอียดต่างๆเหล่านั้น  เราได้ Concept ในการออกแบบชิ้นงาน 3 มิติ แล้ว ได้รายละเอียดในแบบที่จะสั่งผลิตแล้ว ต่อไปคือเรื่องการออกแบบความสวยงามในการทำลวดลายและสีสันให้ตรงตามความต้องการ โดยการใช้ ZBrush โปรแกรมสำหรับงานออกแบบที่ช่วยทำให้โมเดลมีความสมจริงมากยิ่งขึ้น และลวดลายที่เราออกแบบขึ้นมาเป็นลายดอกไม้ โดยเราเลือกตำแหน่งต่างๆ ในการจัดวางและสีสันต่างๆ เพื่อให้กีต้าร์ตัวนี้แตกต่างจากตัวอื่น เพิ่มความเป็นเอกลักษณ์ที่เราต้องการลงไป และแล้วก็มาถึงขั้นตอนการผลิต ขั้นตอนที่จะเปลี่ยนความคิดในแบบของเราให้ให้จับต้องได้ เพื่อต้องการให้น้ำหนักเบาเราจึงทำการแบ่งกระบวนการผลิตออกมาเป็น 2 รูปแบบ อย่างแรกก็คือการผลิตด้วยการกัด CNC พูดมาถึงตรงนี้ต้องขอขอบคุณความร่วมมือจากบริษัทลูกของเรา Rabbit Prototype ที่ช่วยในการกัดแผ่นอะคริลิคส่วนประกอบด้านหลังของกีต้าร์นั่นเอง หากอยากได้ชิ้นงาน 3 มิติที่มีสีสันสมจริงต้องคิดถึง Stratasys J286 เครื่องพิมพ์ 3 มิติ ที่พิมพ์งานสีได้ระดับ Pantone ด้วยลวดลายที่เราออกแบบไว้ต้องใช้ทั้งความสดของสีสันลวดลายในดอกไม้ บวกกับความใสที่จะชูให้ลวดลายเด่นออกมาจากตัวกีต้าร์ แน่นอนว่ามันคือพระเอกของความสวยงามสมจริงของกีต้าร์ตัวนี้เลยทีเดียว เมื่อเราได้ชิ้นส่วนประกอบที่เราต้องการทั้งหมดแล้ว เราก็นำชิ้นส่วนเหล่านั้นมาทำการประกอบเพื่อให้เจ้ากีต้าร์ออกมาสมบูรณ์แบบ พร้อมใช้งาน!!! แน่นอนว่าทั้งหมดทั้งมวลการสร้างสรรค์จากความหลงใหลในเครื่องดนตรี ผสานกับเทคโนโลยี และทีมงานคุณภาพจากหลากหลายฝ่ายภายใต้ชื่อ AppliCAD ที่พร้อมสนับสนุนทุกความคิดสร้างสรรค์ให้เป็นจริงขึ้นมาได้ โดยเจ้ากีต้าร์ตัวนี้ถูกนำแสดงครั้งแรกในงาน AppliCAD’S SOLIDWORKS Innovation Day เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้เหล่านักออกแบบสร้างสรรค์ผลงานที่มีเอกลักษณ์ต่อไป และหากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีความคิดโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ สามารถเข้ามาปรึกษากับเราได้เสมอ Author: Duangporn N.

ถึงเวลาแล้ว ที่ต้องปรับตัว และเปลี่ยนแปลงตัวเอง ให้รอดในยุคโควิด-19 ไม่มีใคร ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด 19 เราต่างอยู่ในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงมากมายหลายด้าน ยุคที่ต้องแข่งขัน ยุคที่ต้องปรับตัว เพราะถ้าเรายังเลือกที่จะย่ำอยู่กับที่ ในขณะที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน นั่นเท่ากับว่าคุณกำลังเดินถอยหลังอย่างไม่รู้ตัว พอลองสังเกตอีกทีทุกคนรอบตัวคุณก็วิ่งไปข้างหน้ากันหมดแล้ว อย่างที่เราทราบกัน การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้มีผลกระทบเพียงแค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่มีผลกระทบทั่วโลก แม้แต่ผู้ที่มีรายได้ระดับมหาเศรษฐียังต้องปรับตัวเพื่อให้ตัวเองรอดต่อไป ในเหตุการณ์เช่นนี้ บริษัท แอพพลิแคด จำกัด (มหาชน) เล็งเห็นว่าเราทุกคนได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการที่ไวรัสโคโรนา หรือ โควิด 19 ระบาด โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม จึงต้องมีแนวคิดและวิธีการในการเตรียมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลง อุตสาหกรรมการผลิต หลังโควิด-19 เพื่อให้เราทุกคนนั้นสามารถก้าวผ่านวิกฤตินี้ไปได้ด้วยกัน โอกาสนี้ จึงได้เชิญ พี่เอ้ ศ.ดร. สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และนายกสภาวิศวกรไทย ให้เกียรติมาแชร์ข้อมูลและแนะนำทิศทางในการปรับตัวในยุคหลังโควิด และต่อจากนี้ เพื่อเป็นแรงกระตุ้นและแรงบันดาลใจให้เราชาวไทยทุกคนพร้อมต่อสู้ พัฒนาและเปลี่ยนแปลงตัวเอง ให้พร้อมสำหรับการรับมือในทุกสถานการณ์ ในโอกาสนี้ พี่เอ้ ศ.ดร. สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และนายกสภาวิศวกรไทย ได้แชร์มุมมอง และแนวทางในการปรับตัวใน อุตสาหกรรมการผลิต หลังโควิด-19  วันนี้เราจึงได้หยิบยกเนื้อหาบางส่วนมาแบ่งปันเป็นแนวทางให้กับทุกท่าน แต่สำหรับท่านใดที่ต้องการรับชมแบบเต็มสามารถเข้ามาชมได้ที่นี่ครับ : https://youtu.be/fB-4GE6iPo4   โลกปั่นป่วน ปัจจุบันนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปมาก ถึงแม้ว่าจะไม่มีสถานการณ์โควิดก็ตาม ยกตัวอย่างเมื่อปีที่ผ่านมาช่วงเดือนตุลาคม น้ำท่วมหนักที่อุบลราชธานี ใครจะคิดครับว่าน้ำจะท่วมหนักขนาดนี้ในดินแดนตะวันออกที่ติดกับแม่น้ำโขง แต่ที่น่าสนใจอีกเรื่องก่อนหน้านั้นไม่กี่เดือนมีข่าว น้ำโขงแล้ง และแล้งที่สุดในประวัติศาสตร์ ไม่เพียงแต่ประเทศไทย ที่ลาว เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยพัง เพราะว่าฝนตกหนักหายไปทั้งเมือง ใกล้ๆ ในเวลาเดียวกันภูเขาไฟระเบิด ที่อินโดนีเซีย มีซินามิ เมื่อเรานึกย้อนไปสมัยก่อนกว่าภัยพิบัติธรรมชาติ จะเวียนมาบรรจบครบ 1 รอบ ใช้เวลาเป็น 10 ปี เดี๋ยวนี้ 1 ปี ไม่รู้ต้องเจออะไรบ้าง และในปี 2020 เราเจอโควิด เราก็ไม่มีอะไรจะเหลือแล้ว นั่นหมายความว่า วันนี้โลกไม่เหมือนเดิมครับ เผ่าพันธุ์เรา คือ เผ่าพันธุ์ โฮโม เซเปียนส์ (Homo Sapiens) พัฒนามาเป็นแสนปี ก่อนจะมีน้ำหนักสมอง น้ำหนักร่างกายมากที่สุดนั่นหมายความว่าเผ่าพันธุ์เราฉลาดที่สุดในโลก แต่ผมขอถามว่า เผ่าพันธุ์ โฮโม เซเปียนส์ ที่ฉลาดที่สุดในโลกอย่างเรา สู้สิ่งมีชีวิตที่ไม่มีสมองและเห็นไม่ได้ด้วยตาเปล่า ได้หรือไม่ ที่พี่เอ้กล่าวถึงนี้คือ ไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ ที่เราพบในปี 2019 ที่เรียกว่า โควิด 19 ขยายเป็นล้านเท่า ในหัวข้อนี้พี่เอ้ทิ้งท้ายว่า “วันนี้เราสู้เค้าได้ไหม ชนะเผ่าพันธุ์เรามา 50 ล้านคนแล้ว ต่อในปี 2021 เราจะค้นพบวัคซีน แต่อยากให้ลองจินตนาการตามนะครับ ว่าไวรัสโควิด 19 ฝั่งตัวอยู่ในเผ่าพันธุ์เราถึง 50 ล้านคน หรืออาจจะมากกว่านั้น วิวัฒนาการจะมาขึ้นแค่ไหน คุณจะแน่ใจได้ยังไงว่าจะไม่มีโควิด 20… อีก” คุณพร้อมที่จะรับมือแล้วหรือยัง พร้อมเข้าสู่ยุคที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เราเติบโตในยุคโลกาภิวัตน์ (Globalization) เปลี่ยนโลกทั้งใบมาหลายทศวรรษ เปลี่ยนแปลงยังไงบ้าง เพราะโลกาภิวัฒน์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง 3 สิ่ง ที่เปลี่ยนชีวิตเรา เปลี่ยนชีวิตโลก   Globalization – Localization เรื่องแรก เคลื่อนย้ายคน วิศวกรเก่งๆ คนไทย อยู่ซิลิคอนแวลลีย์ หมอไทยเก่งๆ อยู่ที่อเมริกา หมอฟันไทยเก่งๆ อยู่ที่ซิดนีย์ สถาปัตย์ไทยเก่งๆ อยู่ที่สิงคโปร์ เช่นเดียวกัน ฝรั่งเก่งๆ ทำงานอยู่ที่ประเทศไทยก็มี วิศวกรญี่ปุ่น จีน เกาหลี อยู่ในประเทศไทยเยอะแยะเต็มไปหมด นั่นหมายความว่า โลกาภิวัตน์ ทำให้คนสามารถเคลื่อนย้ายได้โดยเสรี คนเก่งเป็นสมบัติของคนทั่วโลก แต่ตอนนี้ในช่วงโควิดทำให้การเคลื่อนย้ายคนยากขึ้น เรื่องที่สอง โลกาภิวัตน์ ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงิน ประเทศที่มีเงินฝากเยอะๆ อยากจะมาลงทุนในประเทศไทย สร้างโรงงาน จ้างงานคนไทย หรือไม่ก็ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ แต่วันนี้ดูหุ้นไทยสิครับ ตกเอาๆ เพราะอะไรรู้ไหมครับ เพราะเงินกลับบ้านเค้าครับ ที่อเมริกามีคนตกงานกี่ 10 ล้านคน คุณรู้หรือไม่ว่าอัตราการตกงาน เป็นภัยพิบัติต่อชาติมากที่สุด ไม่ใช้เพียงภัยพิบัติทางเศรษฐกิจเท่านั้น หัวหน้าครอบครัวตกงาน ลูกออกจากโรงเรียน เกิดปัญหายาเสพย์ติด เกิดปัญหาอาชญากรรม เพราะงั้นแล้วแต่ละประเทศต้องเอาเงินกลับไปจ้างคนบ้านตัวเอง ต่อให้ค่าแรงจะแพงกว่ากี่เท่า เพราะถ้าไม่จ้างประเทศอาจเกิดความวิบัติได้ เพราะงั้นเงินไม่อยู่ในประเทศไทยแล้ว เรื่องที่สาม โลกาภิวัตน์ เคยให้ข้อมูลได้โดยเสรี สมัยก่อนรุ่นผมจะเรียนอมเริกา ขอวีซ่ายากมาก แต่ช่วงหลังขอวีซ่าไปอเมริกาได้ 10 ปี แสดงว่ารัฐบาลอเมริการู้จักข้อมูลของเราเป็นอย่างดี และมาดูวันนี้ครับ เราซื้อของผ่าน Lazada, Shopee ซื้ออาหารผ่าน Grap, lineman ต่างๆ ข้อมูลเราเป็นเจ้าของไหมครับ โลกทั้งใบวันนี้จะมีเฉพาะขุนกับเบี้ย ไม่มีคนกลางแล้ว ขุนคือเป็นเจ้าของ Platform ได้ข้อมูลทั้งหมด รู้พฤติกรรมของเราหมด เบี้ยก็คือ ซื้อแล้วได้ของ ไม่ต้องบอกนะครับว่าคนไทย เป็นขุนหรือเป็นเบี้ย นั้นหมายความว่าวันนี้กระแสโลกาภิวัตน์จบสิ้นลงและไม่รู้จะฟื้นเมื่อไหร่ โลกได้เข้าสู่ยุค Localization แล้ว ผมมีโอกาสได้คุยกับเพื่อนที่ MIT พูดกันว่าเป็นยังไงบ้างที่อเมริกา ผมสงสัยว่าเค้าน่าจะลำบากด้วยเหตุการณ์ในปัจจุบัน แต่เพื่อนผมกลับตอบกับมาว่า “ยู ผมรวยแล้วรวยอีก รวยขึ้นๆๆ” ผมแปลกใจว่าทำไมถึงกลับตาลปัตร ก็ตอนนี้อุตสาหกรรมไบโอเทค ทำเครื่องมือแพทย์ ทำยา ทำวัคซีน หุ้นขึ้นไม่รู้กี่ 100% ทำให้เค้ามีรายได้มากขึ้น ผมก็ถามต่อว่ารัฐบาลอเมริกามีนโยบายอย่างไร ช่วงโควิดที่อเมริกาเคยเชื่อว่าเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ ส่งออกเครื่องมือแพทย์มากที่สุด แต่ช่วงโควิดเครื่องมือแพทย์ไม่พอ เครื่องช่วยหายใจก็ไม่พอ ส่งผลให้ยอดการเสียชีวิตมากขึ้น ทำให้คิดว่าในสมัยก่อนเคยทำจำนวนนึง เพราะคาดการณ์จำนวนคนป่วยจำนวนนึง ส่วนอื่นๆ ก็เก็บไปขาย แต่สำหรับสถานการณ์ในปัจจุบันอเมริกาผลิตเครื่องมือแพทย์มากขึ้น ไว้เพื่อใช้ในประเทศ และเก็บไว้เผื่อสถานการณ์อื่นๆ ไม่ยอมขายให้กับที่อื่นๆ ต่อให้มีเงินซื้อ เค้าก็ไม่ยอมขาย ตัวอย่างต่อไป หน้ากาก N95 ประเทศไทยไม่สามารถผลิตเองได้ ต้องไปซื้อจาก 3M ซึ่งทางเค้าเองก็ไม่ขาย อย่างหน้ากากที่เราใส่ๆ กันอยู่ ส่วนมากไส้ข้างในผลิตมาจากประเทศจีน หน้ากากที่คุณใส่อยู่ก็ได้เครื่องจักรมาจากประเทศจีน ในยุคที่ต้องการ การครบจบในตัว ประเทศไทยกลับทำอะไรไม่ได้เลย เท่านั้นยังไม่พอ ผมถามเพื่อนต่อว่า แล้วอเมริกาจะทำอะไรใหม่ เค้าบอกว่าช่วงที่โควิดระบาด ข้าวไม่พอ ข้าวโพดไม่พอเลี้ยงโคนม เลี้ยงอาหารสัตว์ ที่จะให้เนื้อ ให้นมเลี้ยงคนภายในประเทศ จึงมีนโยบายว่า ต่อให้ออกไปจากห้องนี้แล้วจะมีหิมะตกหนัก อุณหภูมิต่ำแค่ไหน ในห้องนี้ก็ต้องปลูกข้าวได้ ปลูกที่พื้น ผนัง หรือแม้แต่เพดาน ต้องปลูกให้ลูกหลานคนอเมริกันมีกิน เพราะเค้ารู้ว่าในช่วงวิกฤตไม่มีใครช่วยใครได้ นั่นหมายความว่าเพราะเค้าไม่รู้ว่าต่อไปถ้ามีวิกฤตอีก เราจะขายข้าวให้กับเค้าไหม เค้าจะซื้อข้าวโพดจากบราซิลไหม คุณเห็นอะไรไหมครับ ว่าเราพร้อมเข้าสู่ยุคทำให้ครบจบในตัวหรือยัง ตอนนี้ที่อเมริกาเข้าสู่ยุคนี้แล้ว ยอมรับว่าในสมัยก่อนประเทศเค้าใหญ่ใครๆ ก็ต้องเกรงใจ เค้ามีเงิน พิมพ์แบงค์เองได้ คนที่ทำ Localization มาก่อนก็คือ จีน เพราะอเมริกากีดกัน อย่างที่ทราบกัน Google ก็ไม่ได้ร่วม จีนต้องทำเอง โทรศัพท์มือถือไม่แชร์เทคโนโลยี จีนต้องทำเอง เครื่องมือแพทย์ทำเอง รถไฟฟ้าทำเอง Application ทำเองหมด จีนทำแล้ว อเมริกาเริ่มแล้ว แล้วเราละครับ ท่านพร้อมหรือยังที่จะเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริง ยุคที่เรียกว่า Neo – Nationalism ชาตินิยมใหม่ พอพูดถึงชาตินิยม สังคมไทยจะมองไปในด้านลบ ทุกท่านลองคิดตามผมนะครับ ประเทศในโลกนี้ 200 กว่าประเทศ ที่ยกระดับคุณภาพชีวิตของพลเมืองจากที่เคยยากจนกลายเป็นประเทศที่ร่ำรวย คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และไม่เคยเป็นชาตินิยม เช่น ที่ญี่ปุ่นผู้หญิงยังสวมกิโมโนอยู่เลย วันที่กะหล่ำปลีเหลือ รัฐบาลญี่ปุ่นสั่งให้กินกะหล่ำปลี ก็กินกันทั้งบ้านทั้งเมือง อย่างที่เกาหลี รถญี่ปุ่นดีที่สุดซื้อใช้ไหม โทรทัศน์ Sony ซื้อใช้ไหม เค้ากลับทำเอง Samsung, LG, Kia, Hyundai ชาตินิยมสุดๆ อย่างประเทศมาเลเซีย เยอรมัน อังกฤษ  ไม่เปลี่ยน คือ แพ้ ไม่เปลี่ยน อาจสูญพันธุ์ พี่เอ้ ได้ยกตัวอย่าง ถึงแบรนด์ดังหลากหลายแบรนด์ ที่เคยเติบโตและโด่งดังมากๆ ในสมันก่อน อาทิ Kodak, Nokia, Motorola ต่างก็เคยเป็นแบรนด์ที่สร้างมูลค่าที่สูงมากในช่วงนึง แต่ก็จบลงในเวลาต่อมา ไม่มีใครคาดคิดว่าการเปลี่ยนแปลงจะเป็นสิ่งที่สามารถสร้างความสูญเสียได้มากเช่นกัน ถ้าเราไม่คิดจะสู้ เราจะรอดหรือไม่ ค่อยเป็น ค่อยไป ในสมัยนี้ใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เพราะขนาดบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างซัมซุง ยังออกโทรทัศน์รุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง เพราะเรากำลังอยู่ในยุค DISRUPTION ยุคทำลาย เพื่อเกิดใหม่ ทำลายล้างแบบไม่เคยมีมาก่อน และเป็นยุคที่ไม่รู้ว่าใครเป็นศัตรู เพราะฉะนั้นทางรอดคือ ต้องปรับตัวเอง เปลี่ยนแปลงตัวเอง เป็นเสี้ยววินาที ไม่ใช่เป็นวันแล้วครับ ปี 2020 อาชีพที่เคยยิ่งใหญ่ เช่น นักการเงิน วิศวกร หลายคนจบมาทำงานไม่ตรงสายไปทำนักการเงินเพราะว่ามีรายได้ที่ดี แต่ตอนนี้ตกงาน เพราะว่าตลาดเงินไม่หมุนเวียน ไม่มีใครลงทุน อย่างเช่น นักกฎหมาย ไม่มีนักกฎหมายจำรัฐธรรมนูญได้ทุกฉบับทั่วโลกไหมครับ ไม่มีครับ แต่คอมพิวเตอร์ MAI สามารถเก็บข้อมูลไว้ได้ทั้งหมด บริษัทใหญ่ๆ ใช้คอมพิวเตอร์ MAI แทนนักกฎหมายแล้วครับ ใครว่า (เด็ก) คนเดียว เปลี่ยนโลก ไม่ได้ ยกตัวอย่างน้องไรอันคาจิ ช่อง Ryan ToysReview เริ่มทำ Youtube ตอนอายุ 4 ขวบ ปัจจุบันอายุ 8 ขวบ เป็นคนรีวิวของเล่น ปีที่ผ่านมามีรายได้ที่พอจะเปิดเผยได้ 2 พันล้านบาท ต้องยอมรับเลยว่ายุคสมัยนี้อะไรก็ไม่แน่นอนจริงๆ ใครๆ ก็สามารถสร้างรายได้มหาศาลได้ แม้แต่เคสของน้อง Ryan หากคุณเปิดโอกาส ลงมือทำ ขอจบในช่วงของพี่เอ้ ไว้เพียงเท่านี้นะครับ หวังว่าทุกท่านจะได้รับมุมมอง และแนวความคิด เป็นพลังในการเดินหน้าสู้ต่อไปด้วยกันนะครับ สำหรับท่านใดที่ต้องรับชมแบบเต็ม สามารถดูรับชมได้ที่นี่ : https://youtu.be/fB-4GE6iPo4  ประเทศไทยถึงเวลาที่ต้องปรับเรื่องของการบูรณาการด้านการผลิต ที่จะสามารถเป็นต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำได้ หมายถึงสามารถผลิตได้ด้วยคนไทยเองตั้งแต่ต้นจนจบ โดนไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น เพราะเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าในอนาคตหากเกิดเหตุการณ์ที่ต้องปิดประเทศอีก เราคนไทยจะรอดได้อย่างไร ถ้าเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้  หลังจากที่ทุกท่านได้รับชมข้อคิด และแนวทางในการปรับตัวให้สามารถเดินหน้าต่อ แม้จะอยู่ในสถานการณ์ใดๆ ก็ตาม สิ่งที่จะช่วยสนับสนุนและเป็นเครื่องมือให้กับคุณได้ คงหนีไปไม่พ้นเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปเรื่อยๆ การที่คุณเลือกใช้เทคโนโลยี ก็เปรียบเหมือนคุณได้เลือกอาวุธติดตัวที่พร้อมจะต่อสู้ กับทุกอย่างที่ต้องเผชิญ เช่นเดียวกันกับที่ แอพพลิแคด สนับสนุนเทคโนโลยีด้านการออกแบบ ซอฟต์แวร์ที่จะเป็นเครื่องมือช่วยสำคัญให้กับวิศวกร ผู้ผลิต และผู้ประกอบการทุกท่าน  ในช่วงโควิดที่ผ่านมา ส่งผลกระทบกับการทำงานไม่น้อยเลย หลายท่านต้อง Work from home ในเหตุการณ์นี้ทำให้เรารับรู้ได้ว่าการปรับตัวในการทำงานเป็นเรื่องใกล้ตัวมากๆ เราต้องมีความพร้อมที่จะสามารถทำงานที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ และ 3DEXPERIENCE Platform แพลตฟอร์มสำหรับ Engineer ที่ทาง Dassault Systèmes ได้พัฒนา เพื่อนักออกแบบโดยเฉพาะ ที่ใช้ซอฟต์แวร์ 3D

Read more

ปัจจุบันนี้หลายๆ ภาคส่วนในกลุ่มอุตสาหกรรมได้ให้ความเชื่อมั่นในการใช้งานซอฟต์แวร์ CAE กันมากขึ้น ต่างจากสมัยเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน ทั้งนี้ก็เป็นผลมาจากภาคการศึกษาของประเทศไทยที่มีการเรียน, การทำวิจัย โดยใช้ CAE กันอย่างกว้างขวาง ซึ่งเท่ากับว่าได้มีการผลิตบุคลากรเข้าสู่ตลาดแรงงานเพิ่มขึ้น ประกอบกับการพัฒนาด้านเทคโนโลยี ทั้งในส่วนของซอฟต์แวร์ที่สามารถวิเคราะห์ปัญหาที่มีความซับซ้อนได้มากขึ้น และในส่วนของฮาร์ดแวร์ที่มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ทำให้ใช้เวลาในการคำนวณน้อยลงกว่าในอดีตอย่างมาก หลายองค์กรจึงปรับตัวนำ CAE มาใช้กันอย่างแพร่หลาย ในการคิดค้นนวัตกรรมใหม่, ลดเวลา และค่าใช้จ่ายในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อให้องค์กรสามารถแข่งขันกับคู่แข่งในตลาด และเติบโตต่อไปได้ ส่วนของซอฟต์แวร์ CAE ได้มีการพัฒนาต่อยอดขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง โดยขยับขึ้นไปอยู่บนระบบคลาวด์มากขึ้น แต่ในส่วนของบริษัท Dassault Systèmes ได้พัฒนารูปแบบที่เรียกว่า 3DEXPERIENCE แพลตฟอร์มขึ้นมา โดยแพลตฟอร์มที่ว่านี้จะประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น CAD, CAM, CAE โดยทั้งหมดนี้จะทำงานประสานกันภายใต้ขั้นตอนการทำงานที่ได้กำหนดไว้โดยใช้ฐานข้อมูลเดียวกัน และมีการอัพเดตอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อสื่อสารกันภายในองค์กรผ่านแพลตฟอร์มได้ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวไปจะช่วยให้ลดข้อผิดพลาดในการติดต่อสื่อสารในการทำงานลงได้ ทั้งนี้ข้อดีของการทำงานบนแพลตฟอร์มพอจะสรุปได้ใน 3 ประเด็น คือ 1. ลดงบประมาณสำหรับการลงทุนในเรื่องฮาร์ดแวร์ลง 2. มีความยืดหยุ่นในการใช้งาน โดยสามารถเข้าถึงการใช้งานจากสถานที่ใด เมื่อไหร่ก็ได้ 3. สามารถใช้งาน แชร์ข้อมูลระหว่างบุคลากรในองค์กรได้ง่าย อีกทั้งยังทำงานภายใต้ฐานข้อมูลเดียวกันที่มีการอัพเดตอยู่ตลอดเวลา ในส่วนของ SIMULIAWORKS ซึ่งก็เป็นผลิตภัณฑ์ด้าน CAE ตัวหนึ่งที่อยู่ทำงานบนแพลตฟอร์มดังกล่าวไปแล้ว โดยจะประกอบด้วย SPE (Structural Professional Engineer) และ SME (Structural Mechanics Engineer) โดยจะอธิบายขอบเขตความสามารถของแต่ละตัวในลำดับถัดไป ซึ่งทั้งตัว SPE และ SME จะใช้ในงานด้านการวิเคราะห์ความแข็งแรงของโครงสร้าง หรือชิ้นงาน แต่ก็จะมีผลิตภัณฑ์อื่นอย่าง CFD หรือ Injection Molding ด้วยในเร็วๆ นี้ เทคโนโลยี SIMULIAWORKS เทคโนโลยีที่มีอยู่ใน SIMULIAWORKS จะใช้เทคโนโลยีเดียวกันกับ SIMULIA ABAQUS หากพูดถึง ABAQUS แล้วต้องถือว่าเป็นซอฟต์แวร์ที่ได้การยอมรับ และใช้งานกันอย่างแพร่หลายในแวดวง CAE กล่าวได้ว่าแทบจะยกเอาความสามารถทั้งหมดที่มีอยู่ใน ABAQUS มาใส่ใน SIMULIAWORKS ก็ว่าได้ ทั้งนี้ตัว SIMULIAWORKS จะเน้นปัญหาที่เป็นรูปแบบสามมิติเท่านั้น ดังนั้นจะไม่มีเอเลเมนต์สองมิติที่ใช้กับงานประเภท Plane Stress, Plane Strain หรือ Axis-Symmetry ถึงอย่างนั้นแล้วก็ยังถือว่าเป็นการขยายขีดจำกัดด้านความสามารถของงานวิเคราะห์ในรูปแบบธรรมดาอย่างที่มีอยู่ใน SOLIDWORKS Simulation ให้กว้างออกไปอีกจึงเหมาะกับผู้ใช้งานที่มีพื้นฐานด้านวิศวกรรม และไฟไนต์เอเลเมนต์ เป็นอย่างดี รวมถึงผู้เชี่ยวชาญที่ต้องการใช้งานความสามารถแค่เพียงบางส่วนของ SIMULIA ABAQUS จุดแข็งของเทคโนโลยี SIMULIAWORKS 1. สามารถวิเคราะห์ปัญหาคอนแทคที่มีความซับซ้อนได้เป็นอย่างดี โดยการเซ็ตอัพไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนแต่อย่างใด 2. มีแบบจำลองของวัสดุให้เลือกใช้งานที่หลากหลายเหมาะสมกับประเภทของวัสดุ ยกตัวอย่างเช่น แบบจำลองวัสดุประเภท Anisotropy สำหรับจำลองพฤติกรรมของวัสดุ ประเภทโลหะแผ่น หรือ แบบจำลองวัสดุประเภท Hyperelastic สำหรับจำลองพฤติกรรมของวัสดุประเภทยาง เป็นต้น 3. มีเอเลเมนต์ให้เลือกใช้งานที่หลากหลายเหมาะสมกับปัญหางานแต่ละประเภท เช่น S3R, S4R, C3D10R, C3D8R, C3D20R เป็นต้น 4. มีเครื่องมือที่ช่วยในการสร้างเมชได้ง่าย โดย SIMULIAWORKS สามารถที่จะทำงานร่วมกันกับ SOLIDWORKS หรือ SOLIDWORKS Simulation ที่มีอยู่เดิมได้เป็นอย่างดี หรือจะใช้งาน SIMULIAWORKS แบบโดดๆ ก็ได้ Benefit SIMULIAWORKS   + Static + Quasi-static + Implicit dynamics + Explicit dynamics (มีในSME) + Static perturbation + Buckle + Natural frequency extraction + Harmonic response + Random vibration + Modal dynamics + Complex frequency extraction (มีใน SME) + Steady-state heat transfer + Transient heat transfer + Material calibration (มีใน SME) สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตอบสอบถามเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 082-699-6945 ข้อมูลเพิ่มเติม : SIMULIAWORKS   

SOLIDWORKS 2021 Highlights เวอร์ชั่นใหม่ ล้ำกว่าเดิม!!! โปรแกรมออกแบบที่นักออกแบบด้านอุตสาหกรรมไม่ควรพลาด   พัฒนาไปอย่างต่อเนื่องกับ SOLIDWORKS บทความนี้เราจะพามารู้จักกับ SOLIDWORKS 2021 Highlights กันให้มากขึ้นครับ  เหล่าสาวกนักออกแบบชาว SOLIDWORKS ย่อมทราบกันดีครับว่าในทุกๆ ปีโปรแกรมออกแบบอย่าง SOLIDWORKS จะมีการพัฒนาฟังก์ชันการใช้งานของโปรแกรมออกแบบอยู่เสมอ แน่นอนว่า SOLIDWORKS Highlights เวอร์ชันใหม่นั้น จะต้องล้ำกว่าเดิมและน่าจับตามองอย่างแน่นอน!!!  SOLIDWORKS 2021 จะกลายเป็นส่วนหนึ่งสู่การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของคุณด้วยความสามารถที่หลากหลายขึ้น แต่ถ้าให้เล่าม้วนเดียวจบใน 1 บทความก็คงจะไม่พอ วันนี้เราจึงเลือกเฟ้น เน้นเฉพาะ SOLIDWORKS 2021 Highlights เด็ดๆ มาเล่าให้ฟัง เพื่อให้คุณได้พร้อมสู่การทำงานออกแบบที่เหนือชั้นกว่า SOLIDWORKS 3D CAD 2021 1. ออกแบบชิ้นส่วนประกอบขนาดใหญ่ก็ไม่หวั่น SOLIDWORKS 3D CAD Detailing Mode มีการเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างแบบ Drawing รวมถึงความสามารถในการเพิ่ม hole callouts, แก้ไขขนาดและคำอธิบายประกอบใน Drawing, เพิ่มรายละเอียด, Break and Crop views, มีความรวดเร็วที่เพิ่มขึ้นของการจัดการไฟล์ , การสลับค่า Configuration และ Automatic Lightweight mode ที่สามารถแก้ไขได้แม้กระทั่งในชิ้นส่วนที่ซับซ้อนที่สุดครับ 2. สร้างไฟล์ Assembly ง่ายดายมากขึ้น การพัฒนาในไฟล์ Assembly ในความหมายที่อยากอธิบายให้คุณเข้าใจอย่างแรกก็คือ ความสามารถในการสร้างรายงานโดยการใช้คำสั่ง interference detection ซึ่งสามารถสร้างรายงานออกมาพร้อมรูปภาพไปยังไฟล์ Excel ทั้งยังสามารถบันทึกชิ้นงานประกอบที่ผ่านการใช้คำสั่ง defeature ให้เป็น config หนึ่งในไฟล์ รวมถึงความสามารถในการแก้ไขชิ้นส่วนที่มีน้ำหนักเบาได้อัตโนมัติ  สามารถกำหนดความยาวส่วนโค้งในการใช้ chain Pattern ได้ครับ   3. มีความยืดหยุ่น ออกแบบชิ้นส่วนได้ตามใจต้องการ คุณสามารถใช้คำสั่ง Redo เพื่อแก้ไขในคำสั่งที่ได้ยกเลิกไปแล้ว ซึ่งสามารถย้อนกลับได้ถึง 60 รายการเลยทีเดียวครับ อีกทั้งยังสามารถใช้คำสั่ง edge flange ในงานที่มีขอบโค้งได้และสามารถคลี่ชิ้นงาน sheet metal ที่มีความซับซ้อนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และสามารถกำหนด File properties และ Cut list properties ในรูปแบบที่เป็นสมการได้ 4. ถึงงานใหญ่และซับซ้อนก็สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและการแสดงผลที่ขึ้นสำหรับ Occlusion culling , เงาบริเวณขอบของชิ้นงาน และ Drawing , การเปิด ปิดและบันทึกไฟล์ Assembly มีความรวดเร็วขึ้น , ตรวจจับและออกรายงานสำหรับอ้างอิงแบบ Circular reference รวมถึงการเพิ่มไฟล์ลงไปใน SOLIDWORKS PDM 5. ยุคใหม่แห่งการออกแบบ ที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ด้วย 3DEXPERIENCE Platform 3DEXPERIENCE Platform ตัวช่วยใหม่ที่จะช่วยให้คุณสร้าง Workflow ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของคุณให้สะดวกและง่ายดายยิ่งขึ้นด้วยเครื่องมือใหม่ๆ ที่รับรองว่าตอบสนองต่อความต้องการทางธุรกิจของคุณอย่างแน่นอน รวมถึงกระบวนการการออกแบบที่จะนำไปสู่การผลิตที่เชื่อมต่อทั้งหมดอยู่ใน Cloud ช่วยให้ทุกคนที่มีความเกี่ยวข้องสามารถทำงานร่วมกันได้แบบ Real-time ได้ทุกที่ทุกเวลาบนอุปกรณ์ใดก็ได้ เพียงแค่คุณมีอินเทอร์เน็ตเท่านั้นครับ!!!   SOLIDWORKS Simulation 2021 1. คำนวณชิ้นงานที่ประกอบกันจำนวนมากได้รวดเร็วขึ้น เพิ่มความรวดเร็วในคำนวณจุดเชื่อมต่อ (contact)  ซึ่งแน่นอนว่าเพิ่มประสิทธิภาพและความเร็วในการวิเคราะห์อย่างแน่นอนครับ อีกทั้งมีการประมวลผลแบบขนาน การใช้งาน CPU ที่ดีขึ้น การวิเคราะห์ความแข็งแรงที่รวดเร็วขึ้น และการสื่อสารข้อมูลต่างๆที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 2. อีกระดับของ Mesh ที่ดีขึ้น แน่นอนครับ ว่าหลายๆ คนคงจะทราบกันดีอยู่แล้วว่าคุณไม่สามารถทำการวิเคราะห์ งานของคุณได้เลยถ้าหากขาดการสร้าง Mesh และสำหรับในโปรแกรม SOLIDWORKS Simulation 2021 นั้น Mesh ถูกพัฒนาขึ้นเช่นกัน แล้วพัฒนาตรงไหนล่ะครับ? คำตอบก็คือ คุณไม่จำเป็นต้องสร้าง mesh ให้ node ต่อเนื่องกัน ทำให้สามารถสร้าง Mesh ในชิ้นงานได้ง่ายและเร็วมากยิ่งขึ้น  โดย Accuracy ยังเหมือนเดิม นอกจากนั้นการสร้าง Mesh แบบใหม่นี้ยังช่วยตรวจเช็คคุณภาพของ mesh และมีการแจ้งเตือนเพื่อทำการแก้ไขปรับปรุง   3. ความฉลาดในตัวเองที่มีเพียง SOLIDWORKS Simulation 2021 เท่านั้น ใครกันล่ะครับที่จะไม่ต้องการวิธีที่ฉลาดมากขึ้นในการทำ Simulation ? ด้วยการเลือกตัวแก้สมการอัตโนมัติ ส่งผลให้การทำ Simulation งานของคุณมีคุณภาพตรงตามความต้องการและรวดเร็วยิ่งขึ้น SOLIDWORKS Plastics 2021 1. โครงสร้าง Plastics Manager tree ที่ถูกออกแบบใหม่ SOLIDWORKS Plastics 2021 สำหรับการออกแบบ Node ต่างๆ ในโครงสร้างของ Plastics Manage ที่จะช่วยให้กระบวนการทำงานเชิงตรรกะของการเลือกวัสดุ, Domain พิเศษต่างๆ , Parameters ต่างๆ หรือแม้แต่กระทั่งการวิเคราะห์งานพลาสติก ด้วยรูปแบบที่ถูกพัฒนาขึ้นมาใหม่เหล่านี้ช่วยให้ความซับซ้อนในกระบวนการวิเคราะห์ลดลง 2. ความแม่นยำของ Cooling results ที่ถูกปรับปรุง การปรับปรุงส่วนประกอบของระบบระบายความร้อนที่มักเกิดปัญหา รวมถึงฟีเจอร์ใหม่ที่จะแยกทางเดินของการไหลออกเป็น 2 ส่วน เมื่อใส่ใบมีดลงไปในช่อง สำหรับ Bubbler และ Plat จะถูกแทนที่ด้วยชิ้นส่วนที่ขนาดเล็กลงภายในท่อนั่นเอง 3. ความเที่ยงตรงที่มากขึ้นและข้อมูลวัสดุที่ทันสมัย ทางเราได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงานที่ทำงานด้านพลาสติกชั้นนำระดับโลกเพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าเรามีข้อมูลเกี่ยวกับวัสดุพลาสติกที่แม่นยำที่สุด และแน่นอนว่าจะทำให้ผลลัพธ์ในงานของคุณมีประสิทธิภาพสูงสุด SOLIDWORKS Electrical 2021 1. การกำหนดเส้นทางเดินสายไฟแบบ 3 มิติ ที่รวดเร็วกว่าเดิม SOLIDWORKS Electrical 2021 ประสิทธิภาพของการกำหนดเส้นทางการเดินสายไฟในรูปแบบ 3 มิติ ถูกปรับปรุงให้ดีขึ้นเป็นอย่างมากเพื่อให้คุณสามารถใช้งานได้เร็วขึ้นมากกว่าเดิมถึง 3 เท่า ด้วยตัวเลือกเส้นทางเดินสายไฟภายในอุปกรณ์ที่ซับซ้อนของคุณ เพื่อให้การออกแบบผลิตภัณฑ์โดยรวมของคุณออกมาดีตามที่คุณต้องการครับ 2. การปรับเปลี่ยนสิ่งต่างๆตามที่คุณต้องการ ไม่จำเป็นต้องอดทนใช้งานในหน้าโปรแกรมที่ยากๆอีกต่อไป เพราะตอนนี้คุณสามารถปรับแต่งทุกอย่างให้เหมาะกับการใช้งานของคุณเองได้เลย ไม่ว่าจะเป็น Libraries, Projects, Product data และสามารถควบคุม Drawing ของสมาชิกในกลุ่มงานของคุณเอง คุณสามารถเชื่อใจได้เลยว่าข้อมูลต่างๆของคุณนั้นปลอดภัยและสอดคล้องกับผลลัพธ์ที่คุณต้องการ 3. เพิ่มความสมจริงให้กับผลิตภัณฑ์ของคุณ การกำหนด Mass properties ของสายไฟ สายเคเบิลและการออกแบบชุดสายไฟภายในแบบจำลอง 3 มิติ ของเครื่องจักร ผลิตภัณฑ์หรือยานพาหนะของคุณจะช่วยให้แบบของคุณมีความสมจริงมากยิ่งขึ้นนั่นเอง   ห้ามพลาด!!!! คุณสามารถรับชมบรรยากาศสดๆงาน AppliCAD’s SOLIDWORKS Innovation Day 2021 เสมือนอยู่ในงานจริงด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ Virtual Conference เพียงแค่ คลิกที่นี่ เท่านั้น   Ref What’s New in SOLIDWORKS 2021

ATOS Q เครื่องสแกน 3 มิติ จาก GOM ในบทความนี้เราจะมา รีวิวการใช้งานจริง ATOS Q กลุ่มเป้าหมายหลักของ ATOS Q หากผู้ทำงานด้านตรวจสอบคุณภาพในวงการอุตสาหกรรม ที่กำลังมองหาเครื่องมือการตรวจสอบคุณภาพที่มีประสิทธิภาพและยืดหยุ่นในราคาที่เหมาะสม แน่นอนว่าสิ่งที่พวกเขากำลังมองหาล้วนอยู่ในเครื่องสแกน 3 มิติ ตระกูล ATOS ทั้งด้านความแม่นยำ ความรวดเร็ว และง่ายต่อการใช้งาน แต่ขณะเดียวกันยังสะดวกต่อการขนย้ายและราคาไม่แพงอีกด้วย จะเป็นอย่างไรเมื่อ ATOS Q มีขนาดเล็กกว่า ATOS 5 ถึง 2 เท่าแต่ราคาที่ถูกลงกว่าครึ่ง !!! ATOS Q มีทั้งหมด 2 รุ่นที่แตกต่างกัน คือ ATOS Q 8M และ ATOS Q 12M โดยตัวเลข 8 กับ 12 หมายถึงจำนวนจุดความละเอียดต่อการสแกน ทั้ง 2 รุ่นนี้มาพร้อมกับเลนส์ 3 แบบที่แตกต่างกันแต่ละรุ่นตามความเหมาะสมสำหรับขนาดและความละเอียดของชิ้นงาน ที่แตกต่างกัน และอ้างอิงกับมาตรฐาน VDI 2634 ซึ่งอธิบายถึงระบบการวัดขนาดแบบ 3 มิติ ด้วยการสแกน จุดเด่น สะดวกในการขนย้ายและการดูแลรักษา ออกแบบมาเพื่อการใช้งานด้านมาตรวิทยาสำหรับชิ้นงานอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ ในการสแกนเพียง 1 ครั้ง จะได้ข้อมูลจากการสแกนที่แตกต่างกันถึง 5 แบบ เพียงเวลาไม่นานคุณก็สามารถได้ข้อมูลที่ต้องการ ทำงานด้วยระบบอัตโนมัติ เครื่องสแกน 3 มิติ ATOS Q และอุปกรณ์เสริม ใช้งานง่าย เคลื่อนย้ายง่าย ติดตั้งง่าย ไม่ทำให้ต้องเสียเวลา แน่นอนว่าผลพลอยได้ก็คือ งานสามารถเสร็จเร็วขึ้น รีวิวการใช้งานจริง ATOS Q นอกจากตัวสแกนเนอร์เองแล้ว อุปกรณ์ต่างๆ ยังประกอบด้วย ขาตั้งกล้อง เครื่องหมุนชิ้นงานอัตโนมัติ เลนส์ 3 ชุด (สำหรับปริมาณการวัดที่แตกต่างกัน 5 แบบ) แผ่น Calibration ขนาดเล็ก 1 แผ่น แผ่น Calibration ขนาดใหญ่ 1 แผ่น สายไฟต่างๆ PC requirements สิ่งแรกที่จำเป็นที่สุดสำหรับการสแกน 3 มิติ ก็คือซอฟต์เเวร์ ซึ่งนั่นทำให้ ATOS Q มาพร้อมกับแล็ปท็อป  Windows 10 64-bit ที่มีประสิทธิภาพเหมาะสมกับการใช้งานซอฟต์แวร์ GOM Inspect เวอร์ชันล่าสุด ไม่เพียงแต่จะฟรีเท่านั้น ไม่ว่าจะดาวน์โหลดหรือใช้งาน ทั้งการวัดขนาดหรือตรวจสอบคุณภาพชิ้นงานของคุณจะเป็นเรื่องง่ายที่ไม่น่าเบื่ออีกต่อไปเลยทีเดียว Minimum configuration: CPU: Intel Core i3 RAM: 4 GB OpenGL-compatible graphics board Windows 7 SP 1 64 Bit with latest security updates Recommended configuration: CPU: Intel Core i7 (QuadCore) RAM: 16 GB Windows 10 64 Bit with latest security updates Software GOM Inspect ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ ฟรี!!! ที่ทำงานร่วมกับ ATOS Q มีบทบาทสำคัญในเรื่องคุณภาพและประสิทธิภาพการประมวลผลเป็นข้อมูลจากการสแกน 3 มิติ ซึ่งครอบคลุมทุกกระบวนการมาตรวิทยา ตั้งแต่การเก็บข้อมูล การประมวลผลและการแก้ไข ตลอดไปจนถึงการตรวจสอบคุณภาพข้อมูลและสร้างรายงานที่คุณสามารถกำหนดได้เองตามความต้องการ เพียงแค่ GOM Inspect เวอร์ชันพื้นฐานที่ฟรี ก็ฟังก์ชันครบถ้วนเพียงพออยู่แล้ว เพราะรวมถึงการตรวจสอบเทียบแบบชิ้นงานและการออกรายงานฉบับเต็ม การจัดตำแหน่งแบบ Part-to-CAD และการ Mesh Editing แต่สำหรับ GOM Inspect Professional จะมีตัวเลือกขั้นสูงและความสามารถพิเศษเพิ่มเติม จุดเด่นหลักที่เป็นข้อได้เปรียบก็คือกระบวนการ Drag-drop-recalculate ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถตรวจสอบชิ้นงานที่เหมือนกันได้ทีละชิ้น โดยไม่จำเป็นจะต้องตั้งค่า Parameters ใหม่ Hardware สำหรับ ATOS Q เหมาะสมเป็นอย่างมากสำหรับการทำงานอุตสาหกรรมทางด้านมาตรวิทยา จุดประสงค์สำหรับการออกแบบที่แท้จริงของ ATOS Q ไม่ใช่เพียงเพื่อใช้ทำการสแกน 3 มิติเท่านั้น แต่หากสังเกตุดีๆจะมีกล้อง 2 ตัวซึ่งถูกปิดไว้เมื่อไม่ได้ใช้งาน เพื่อป้องกันฝุ่นและเครื่องฉายแสง ATOS Q มาพร้อมกับเลนส์ 3 ชุด เพื่อให้คุณได้ปริมาณการวัดที่แตกต่างกันถึง 5 แบบ โดย Volumes ของการสแกนมีตั้งแต่ 100 มิลลิเมตรถึง 500 มิลลิเมตร เพื่อปริมาณการวัดที่มากขึ้น โดยทั่วไปเราจะแนะนำให้จำกัดขนาดของวัตถุที่คุณต้องการสแกนไว้ 2.5 เท่าของปริมาตรการวัด เพื่อรักษาความแม่นยำของการสแกน  ในกรณี ชิ้นงานใหญ่ สามารถเพิ่มระบบ Photogrammetry system ช่วยจับภาพชิ้นงานขนาดใหญ่ได้ Technology เช่นเดียวกับ ATOS ตัวอื่นๆ  ATOS Q ใช้เทคโนโลยีแสงที่มีโครงสีน้ำเงิน โดยไฟ LED ที่ฉายแสงสีน้ำเงินนี้ถูกฉายจับโดยกล้องความเร็วสูงทั้ง 2 ตัวของ Scanner  Triple Scan Principle หมายความว่า Scanner จะรวบรวมข้อมูล 3 ชุดสำหรับการสแกนแต่ละครั้ง โดย 2 ชุดได้จากกล้องและอีก 1 ชุดจาก Projection เพราะว่าข้อมูลในชุดหลังนั้นสามารถทำการตั้งโปรแกรม เพื่อให้สอบเทียบข้อมูลได้นั่นเอง และสิ่งนี้มีความสามารถในการสแกนลึกลงไปในรูต่างๆ นี่ก็คือข้อได้เปรียบหลักที่สำคัญมากสำหรับการสแกนชิ้นงานที่มีรูปที่มีความซับซ้อน แล้ว ATOS Q แตกต่างจากเครื่องสแกน 3 มิติ อื่นๆอย่างไร? แน่นอนว่า คงเคยเจอเครื่องสแกน 3 มิติ ราคาไม่แพงในตลาดมามากมาย แต่ ATOS Q มาพร้อมกับ Blue light equalizer ซึ่งโดยปกติแสงจะสว่างที่สุดตรงกลางและกลายเป็น “เลือน” หรืออ่อนลงที่ขอบ แต่ด้วย Blue light equalizer ของ ATOS Q นี้ทำให้ความเข้มเท่ากันหมด ส่งผลให้ไม่เกิดจุดด่างในปริมาตรการวัดทั้งหมด  ความเข้มแสงที่สม่ำเสมอนั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากสำหรับผลลัพธ์จากการสแกน 3 มิติ เพราะมีผลต่อพื้นผิวที่มีการสะท้อนแสงหรือเกิดเงานั่นเอง Getting started จะเริ่มต้นใช้งาน ATOS Q ต้องทำอย่างไร? ไม่ยากครับ เริ่มจากติดตั้งเซ็นเซอร์ด้วยชุดเลนส์ที่เหมาะสมกับขนาดชิ้นงานที่คุณกำลังทำการสแกน  เมื่อติดตั้งเซ็นเซอร์ (Scanner) บนขาตั้งกล้องเรียบร้อยแล้ว คุณสามารถนำเซ็นเซอร์ไปยังชิ้นส่วนที่ต้องการได้เลย เลเซอร์ทั้ง 2 ตัวจะช่วยให้คุณวางตำแหน่งขาตั้งกล้องในระยะและมุมที่เหมาะสม เพื่อความสะดวกต่อการใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ คุณสามารถใช้ Automatic turntable ที่จะช่วยให้รวดเร็วและสะดวกมากขึ้นเพราะเครื่องสแกนสามารถจับวัตถุได้อย่างมีประสิทธิภาพจครบทั้ง 360 °  อีกทั้งยังสามารถสั่งงานผ่าน GOM Inspect ด้วยนะ ไม่จำเป็นต้องติด Marker เลย แต่หากคุณอยากให้ความแม่นยำเพิ่มมากขึ้นและสามารถตรวจสอบเปรียบเทียบทำได้แบบ Real-time นั้น ก็สามารถติด Marker เพิ่มได้ ในส่วนของ Marker นี้สามารถใช้ได้กับตารางการวัดหรือ Fixture แทน โดยคุณไม่จำเป็นต้องติดและแกะออกจากชิ้นส่วนที่สแกนทีละส่วนให้เสียเวลา  เมื่อติดตั้ง ATOS Q เข้ากับขาตั้งกล้องอย่างแน่นหนาและอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมกับชิ้นส่วนแล้ว คุณต้องเชื่อมต่อกับแล็ปท็อปด้วยสายเคเบิลใยแก้วนำแสง 10 เมตร Value ATOS Q ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้มีประสิทธิภาพในระดับสูงมาก เมื่อเทียบเท่ากับมาตรฐาน GOM และอยู่ในราคาที่เอื้อมถึงได้มากกว่า ATOS รุ่นอื่น ๆ จุดขายสำคัญอีกอย่างหนึ่งของ ATOS Q คือ สามารถเคลื่อนย้ายไปตามสายการประกอบหรือจากไซต์หนึ่งไปยังอีกไซต์หนึ่งได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าที่ไหนก็ไม่ต้องกังวลอีกต่อไป ATOS Q มีความยืดหยุ่นอย่างมากเมื่อเทียบกับประเภทและขนาดของชิ้นส่วน เพราะมีเลนส์หลายตัวและสามารถสแกนพื้นผิวที่ยากลำบากได้ด้วย Blue light equalizer ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ของ ATOS Q ได้รับการปรับแต่งอย่างสมบูรณ์แบบสำหรับการใช้งานด้านมาตรวิทยาที่ให้ทั้งความแม่นยำและรายงานการตรวจสอบเชิงลึก เชื่อเถอะครับว่าคุณจะรู้สึกประทับใจกับความเร็วในการได้มาจากเครื่องสแกน 3 มิติ ATOS Q Ref          GOM ATOS Q review: a powerful semi-automated metrology solution Author    Duangporn N.  
อย่ารอให้ใคร Disrupt คุณ เสริมนวัตกรรมการออกแบบด้วย 3DEXPERIENCE Platform แพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่อวิศวกรและนักออกแบบ แพลตฟอร์ม (Platform) ถือว่าเป็นคำที่คุ้นหูใครหลายๆ คน เพราะแพลตฟอร์มเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรามากๆ ครับ แม้แต่การดำเนินชีวิตในทุกวันนี้ เราก็ใช้แพลตฟอร์มอยู่ในทุกๆ วัน อย่างไม่รู้ตัว อย่างเช่น Facebook, Shopee, Lazada จะเห็นได้ว่า แพลตฟอร์ม เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิต และยังช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้กับเราอีกด้วย ซึ่งทาง Dassault Systèmes ได้พัฒนา แพลตฟอร์ม ที่ชื่อว่า 3DEXPERIENCE Platform สำหรับวงการนักออกแบบที่ใช้ซอฟต์แวร์ 3D CAD อย่าง SOLIDWORKS เข้ามาช่วยพัฒนาในการทำงาน เรามาดูกันครับว่า 3DEXPERIENCE Platform จะเข้ามาช่วยงานคุณได้อย่างไร ธุรกิจส่วนใหญ่ในปัจจุบันถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ในฐานะนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ คุณจำเป็นต้องมีเครื่องมือออกแบบที่ดีที่สุด ที่สามารถเชื่อมต่อการทำงานของทุกคนในธุรกิจของคุณได้แบบ Realtime ทุกที่ทุกเวลา นี่คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ ที่จะมาแทนซอฟต์แวร์ออฟไลน์แบบเดิมๆ ลองจินตนาการดูนะครับ แพลตฟอร์มที่มีความปลอดภัยในด้านข้อมูล สามารถเชื่อมโยงทุกคนและข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับวิธีการพัฒนาผลิตภัณฑ์เข้าด้วยกัน โดยสามารถนำไอเดียลงไปกำหนดทิศทาง และทดสอบผลิตภัณฑ์ของคุณเพื่อให้ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์ที่มากขึ้น โดยที่คุณไม่ต้องออกจาก Platform เลย นอกจากนี้ยังสามารถจัดการข้อมูลร่วมกันได้ โดยที่ซอฟต์แวร์จะคอยอัพเดตให้คุณอัตโนมัติ ซึ่งจะทำให้คุณทราบว่าอะไรเป็นจุดสำคัญที่ควรโฟกัส  3DEXPERIENCE Platform คือ แพลตฟอร์มด้านงานออกแบบที่จะมาเพิ่มพลังให้ธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จ และช่วยปลดปล่อยพลังที่แท้จริงให้กับทีมงานของคุณ 3DExperience เป็นแพลตฟอร์มที่รวมซอฟต์แวร์โซลูชั่นเพื่องานออกแบบ ใช้ทำงานร่วมกันในองค์กร เช่น งานวิศวกรรม (Engineering) งานขาย (Sales) การตลาด (Marketing) การทำงานร่วมกันแบบไร้รอยต่อจะช่วยสร้างสรรค์งานของคุณให้สามารถทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยความง่ายของรูปแบบการใช้งานบนพื้นฐานของงานออกแบบ 3 มิติ (3D Design), งานวิเคราะห์ (Analysis), การทดสอบบนคอมพิวเตอร์ (Simulation) และซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการทำงานร่วมกันได้อย่างชาญฉลาด 3DEXPERIENCE - Together With Cloud Collaboration 3DEXPERIENCE - Next Level Validation 3DEXPERIENCE - Cloud-Based Design ซอฟต์แวร์ SOLIDWORKS ปัจจุบันไม่เพียงแต่จะให้แค่เฉพาะซอฟต์แวร์ออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด ที่สามารถขึ้นรูปแบบ 3D รูปแบบใหม่ได้ แต่ยังให้แพลตฟอร์มสุดพิเศษอย่าง 3DExperience ที่จะช่วยเชื่อมโยงทุกคนเข้ากับเครื่องมือพัฒนาผลิตภัณฑ์แบบ Realtime เพื่อสร้างการตัดสินใจอย่างชาญฉลาดให้กับอนาคตของบริษัทคุณ ในยุคที่การปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานที่ยิ่งทำร่วมกันและเข้าถึงฐานข้อมูลเดียวกันได้ไว ก็ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อการทำงานมากขึ้น ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็สามารถใช้ 3DExperience ได้ เพราะเป็นแพลตฟอร์มที่เกิดมาเพื่อ Engineer คุณสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างถูกต้อง และสามารถทำงานร่วมกันกับทีมที่เกี่ยวข้อง พูดคุย และแชร์งานผ่าน 3DSwym (คล้าย Facebook ที่สามารถโพสไฟล์รูป วิดีโอ ไลค์ คอมเม้นต์ และแชร์ได้)  เรียนรู้เพิ่มเติม 3DEXPERIENCE Platform เห็นไหมครับว่า แพลตฟอร์ม เข้ามามีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน ที่จะช่วยให้คุณสามารถทำงานได้ง่าย สะดวกสบายมากขึ้น ช่วยให้คุณทำงานที่ไหนก็ได้ และสามารถอัพเดตงาน พร้อมทั้งสื่อสารกันระหว่างทีมที่เกี่ยวข้อง ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ 3DEXPERIENCE Platform ยังสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานอีกหลายด้าน ซึ่งสามารถติดตามได้ในบทความถัดไปนะครับ  เรียนรู้เพิ่มเติม : 3DEXPERIENCE Platform เรียนรู้เพิ่มเติม : SOLIDWORKS
การวิเคราะห์ Thermal Cycle ของแม่พิมพ์ในงาน HPDC เพื่อดูรูปแบบการกระจายอุณหภูมิของแม่พิมพ์ และ ดูว่า Cycle ที่เท่าไหร่ อุณหภูมิของแม่พิมพ์จะเข้าสู่ Steady State ในกระบวนการหล่อแบบแรงดันสูงจะมีลักษณะการผลิต หรือการทำงานแบบเป็นรอบ (ไซเคิ้ล:Cycle) ซึ่งในช่วงเริ่มต้นของการผลิตนั้นรูปแบบการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของแม่พิมพ์ จะยังไม่นิ่งอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง หลังจากนั้นการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของแม่พิมพ์จะมีรูปแบบที่ซ้ำกันในแต่ละไซเคิ้ล ซึ่งอาจจะเรียกว่าเป็นการทำงานที่อยู่ในสภาวะ Steady State ก็ได้ (ไม่ได้บอกว่าได้งานดีนะครับมันคนละเรื่องกัน) โดยระยะเวลาที่อุณหภูมิของแม่พิมพ์เข้าสู่สภาวะดังกล่าวก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของการผลิต เช่น อุณหภูมิน้ำโลหะที่ฉีดเข้าไปในแม่พิมพ์, อุณหภูมิเริ่มต้นของแม่พิมพ์, เงื่อนไขการเปิด-ปิด และอุณหภูมิของสารหล่อเย็น เป็นต้น โดยบทความนี้จะเสนอแนวทางของ การวิเคราะห์ Thermal Cycle ของแม่พิมพ์ในงาน HPDC เพื่อดูรูปแบบการกระจายอุณหภูมิของแม่พิมพ์ และ ดูว่า Cycle ที่เท่าไหร่ อุณหภูมิของแม่พิมพ์จะเข้าสู่ Steady State ซึ่งสามารถนำเอาไปประยุกต์ใช้กับงานอื่นที่มีลักษณะคล้ายๆ กันได้ แต่ก่อนอื่นต้องขอบอกไว้ก่อนเลยว่า SOLIDWORKS Flow Simulation เป็นซอฟต์แวร์วิเคราะห์แบบทั่วไปเพราะฉะนั้นเทคนิคในการคำนวณ การแสดงผล หรือ เครื่องมือต่างๆ ที่มีอยู่จะไม่สามารถทำได้เทียบเท่ากับซอฟต์แวร์เฉพาะทางด้านงานหล่อ คือ สามารถแสดงผลได้แค่อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงได้ แต่ไม่สามารถที่จะแสดงผลลำดับของการแข็งตัว หรือจุดบกพร่องในชิ้นงานได้ โดยในการจำลองจะไม่พิจารณาช่วงเวลาในการรอและการฉีดน้ำโลหะ (Mold Filling) เข้าไปในแม่พิมพ์ทั้งนี้เนื่องจากงาน HPDC ส่วนใหญ่แล้วช่วงเวลาดังกล่าวนั้นสั้นมาก เมื่อเทียบกับเวลาทั้งหมดของไซเคิ้ล ดังนั้นสำหรับงานในลักษณะอื่น เช่น กระบวนการหล่อแบบแรงดันต่ำ (LPDC) หรือ กระบวนการหล่อแบบแรงโน้มถ่วง (GDC) จึงไม่เหมาะที่จะใช้วิธีนี้ รูปที่ 1 แสดงตัวอย่างขั้นตอนกระบวนการหล่อโลหะแบบรอบการผลิต (Cycle)   รูปที่ 2 แสดงการกระจายตัวของอุณหภูมิ (รูปจาก www.engineeringnotes.com) จากด้านในของแม่พิมพ์ออกมายังบรรยากาศด้านนอก ในการวิเคราะห์นั้นเราต้องกำหนดให้ชิ้นงานหล่อเป็น Solid Material เช่นเดียวกับตัวแม่พิมพ์ ส่วนคุณสมบัติของวัสดุนั้นจะกำหนดทั้งตอนที่อยู่ในสถานะของเหลวและของแข็งควบคู่ไป โดยคุณสมบัติที่ว่านี้ได้แก่ ค่าการนำความร้อน (Thermal Conductivity), ค่าความร้อนจำเพาะ (Specific Heat) และความหนาแน่น(Density) โดยค่าคุณสมบัติทั้งหมดนี้จะขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ จะมีเพียงค่าความหนาแน่นเพียวตัวเดียวที่เราไม่สามารถกำหนดค่าให้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิได้ (ไม่สามารถที่จะป้อนค่าคุณสมบัติในช่วงที่อยู่ในสถานะของเหลวได้) รูปที่ 3 ตัวอย่างงาน HPDC ที่จะวิเคราะห์ Thermal Cycle ในการเตรียมโมเดลให้ทำการสร้าง Lid เพื่อปิดรูคูลลิ่งสำหรับใช้กำหนด Fluid Subdomain และกำหนดเรื่องอัตราการไหลของน้ำหล่อเย็น ลำดับขั้นตอนการเซ็ตอัพมีดังนี้ 1. เริ่มต้นด้วยการเซ็ตอัพในเบื้องต้นผ่าน wizard เป็นดังนี้ รูปที่ 4 กำหนดประเภทของปัญหาเป็น External และรายละเอียดปลีกย่อย รูปที่ 5 กำหนดประเภทของของไหลโดยเลือกทั้งอากาศและน้ำ รูปที่ 6 กำหนด Solid Material สำหรับแม่พิมพ์ รูปที่ 7 Wall Condition ให้เป็น Default รูปที่ 8 กำหนดอุณหภูมิเริ่มต้น (โดยจะกำหนดแบบเฉพาะเจาะจงในภายหลัง) 2. กำหนด Fluid Subdomain สำหรับน้ำหล่อเย็นโดยเลือกที่ผิวด้านในของ Lid ในแต่ละวงจร รูปที่ 9 แสดงการกำหนด Fluid Subdomain 3. กำหนดคุณสมบัติของวัสดุให้กับแม่พิมพ์และชิ้นงานหล่อ ผู้ใช้งานสามารถสร้างฐานข้อมูลของตัวเองขึ้นมาโดยอาศัยข้อมูลค่าคุณสมบัติที่มีอยู่ก็จะตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด โดยที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่าสำหรับ Solid Material เราสามารถกำหนดค่าคุณสมบัติของวัสดุที่แปรผันกับอุณหภูมิได้แค่ ค่าความร้อนจำเพาะ และ ค่าการนำความร้อน ส่วนค่าความหนาแน่นเนื่องจากว่าตัว Flow Simulation มองว่ามันเป็นของแข็ง ซึ่งค่าความหนาแน่นเปลี่ยนแปลงน้อยมากเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลงไปเลยไม่เปิดโอกาสให้เรากำหนดค่าในช่วงที่เปลี่ยนสถานะหรือช่วงเป็นของเหลวโดยสมบูรณ์ (Solid Fraction มีค่าเท่ากับศูนย์) รูปที่ 10 a และ b แสดงตัวอย่างการกำหนดวัสดุให้กับชิ้นงานหล่อ c แสดงค่าการนำความร้อน  d แสดงค่าความร้อนจำเพาะ 4. ในส่วนของ Boundary Condition จะประกอบด้วย 4.1 Biscuit ซึ่งเป็นส่วนที่แข็งตัวในลำดับท้ายสุดจะกำหนดด้วย Idea Wall ซึ่งจะไม่มีการถ่ายเทความร้อนบนผิวที่เรากำหนดไป (Adiabatic Surface) รูปที่ 11 การกำหนดผิวที่ไม่มีการถ่ายเทความร้อน 4.2 การเปิด – ปิด ระบบหล่อเย็น กำหนดเป็น Inlet Volume Flow Rate โดยการเปิด – ปิด จะอาศัยฟีเจอร์ Dependency มาช่วย รูปที่ 12 การกำหนดเงื่อนไข เปิด – ปิด ระบบหล่อเย็น รูปที่ 13 การกำหนดเงื่อนไข เปิด – ปิด ระบบหล่อเย็นโดยขึ้นกับเวลา (ในรูปแสดง 1 ไซเคิ้ล) 4.3 กำหนดความดันที่ทางออกของระบบหล่อเย็นให้เท่ากับ Environment Pressure รูปที่ 14 การกำหนดความดันบรรยากาศที่ทางออกของระบบหล่อเย็น 4.4 การเริ่มและสิ้นสุดไซเคิ้ลจะใช้ฟีเจอร์ Heat Source เป็นตัวกำหนดโดยให้ตัวชิ้นงานหล่อมีอุณหภูมิ 690 C(ON) เป็นเวลา 1 วินาที หลังจากนั้นสั่งปิดการทำงานของฟีเจอร์ (OFF) ไปจนจบไซเคิ้ลเหมือนกับปล่อยให้ชิ้นงานหล่อที่อุณหภูมิเริ่มต้น 690 C เย็นตัวในแม่พิมพ์ รูปที่ 15 การกำหนดการเริ่มต้นและสิ้นสุดของรอบการผลิต (ในรูปแสดง 1 ไซเคิ้ล)  4.5 สุดท้ายกำหนดอุณหภูมิเริ่มต้นของแม่พิมพ์ รูปที่ 16 การกำหนดอุณหภูมิเริ่มต้นของแม่พิมพ์ 5. ในส่วนของ Calculation Control Options จะประกอบด้วย 5.1 ให้เซ็ตเวลาสิ้นสุดการคำนวณ รูปที่ 17 แสดงการเซ็ตเวลาสิ้นสุดการคำนวณไว้เท่ากับ 450 วินาที (10 ไซเคิ้ล) 5.2 การเซฟผลลัพธ์ รูปที่ 17 กำหนดความถี่ในการเซฟผลลัพธ์และการเตรียมแสดงผลลัพธ์แบบ Transient Explorer 6. การแสดงผลผลัพธ์ 6.1 อาจเลือกแสดงเป็นอุณหภูมิ Temperature (Solid) ทั้งในส่วนของชิ้นงานหล่อ และแม่พิมพ์โดยใช้ Surface Plots รูปที่ 18 แสดงการกระจายตัวของอุณหภูมิบนชิ้นงานหล่อ และแม่พิมพ์โดยใช้ Surface Plots 6.2 เราสามารถใช้ฟีเจอร์ Transient Explorer ร่วมกับการแสดงผลการกระจายตัวของอุณหภูมิโดยจะแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ไซเคิ้ลแรกถึงไซเคิ้ลสุดท้าย รูปที่ 19 การแสดงผลร่วมกับ Transient Explorer 6.3 พล็อตกราฟการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของแม่พิมพ์โดยใช้ Plot Parameters รูปที่ 20 แสดงกราฟการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของแม่พิมพ์ตั้งแต่ไซเคิ้ลที่1 – ไซเคิ้ลที่10 ทั้งหมดที่ได้แสดงไปน่าจะเป็นประโยชน์แก่ทุกท่านที่สนใจอยากจะลองวิเคราะห์ Thermal Cycle ของแม่พิมพ์ HPDC หรืองานอื่นๆ ที่มีลักษณะคล้ายกันได้ลองทำและศึกษาให้เข้าใจในหลักการดูก่อนเนื่องจากซอฟต์แวร์เฉพาะทางมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง แต่หากยังไม่ตอบโจทย์ก็สามารถจัดหาซอฟต์แวร์เฉพาะทางได้ในภายหลัง ข้อมูลเพิ่มเติม : SOLIDWORKS SOLIDWORKS Simulation SOLIDWORKS Flow Simulation
ATOS Q เครื่องวัดชิ้นงาน 3 มิติ เป็นนวัตกรรมใหม่ที่รวมประสิทธิภาพและความแข็งแรงทนทานเข้าด้วยกัน ด้วยเทคโนโลยี Blue Light Equalizer ทำให้สามารถประมวลผลข้อมูลที่รับมาได้อย่างรวดเร็วพร้อมด้วยจำนวนปริมาณข้อมูลละเอียดสูง อีกทั้งยังสะดวกต่อการใช้งานนอกสถานที่ ในด้านของเลนส์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้รับการปกป้องอย่างดี ทำให้เซ็นเซอร์มีความแข็งแรงทนทานสูง เหมาะสำหรับใช้ในสภาพแวดล้อมที่เป็นอุปสรรคต่อการวัด ตัวเลนส์ที่สามารถเปลี่ยนได้ ดังนั้นทำการวัดได้ตั้งแต่ชิ้นส่วนขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลาง มั่นใจได้ว่ามีความแม่นยำสูงตามความเหมาะสมของขนาดเซ็นเซอร์ ATOS Q มีขนาดกะทัดรัดช่วยให้สามารถดำเนินการด้วยตนเอง รวมทั้งแบบกึ่งอัตโนมัติหรือการวัดอัตโนมัติอย่างเต็มรูปแบบภายในรุ่น ATOS ScanBox 4105 หุ่นยนต์วัดชิ้นงานอัตโนมัติแบบเคลื่อนที่ ไม่ว่าที่ไหนก็ทำการวัดเทียบแบบได้  GOM ScanCobot ระบบ GOM ScanCobot เป็นระบบที่ให้เข้าถึงระบบวัดอัตโนมัติที่รวดเร็ว ที่ทำการประสานกับเครื่องสแกน  ATOS แบบ Optical ที่มีความแม่นยำสูงเข้ากับหุ่นยนต์ ทำงานร่วมกันกับถาดหมุนอัตโนมัติรองรับชิ้นงานขนาดเล็กกะทัดรัด การวางแผนการวัดชิ้นงาน 3 มิติ การแปลงข้อมูลให้เป็นดิจิทัลและการตรวจสอบเทียบแบบ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นภายในห้องตรวจวัดเสมือนจริงของซอฟต์แวร์ GOM Inspect ที่มีประสิทธิภาพครบครัน ด้านระบบเครื่องที่ง่ายต่อการติดตั้งสำหรับใช้งานส่งผลให้การควบคุมคุณภาพอย่างมีประสิทธิภาพสำหรับชิ้นส่วนขนาดเล็กและขนาดกลาง จัดการข้อมูลกี่ชุดก็เอาอยู่ในซอฟต์แวร์เดียว GOM Inspect Suite เมื่อความแม่นยำและรองรับการวัดที่หลากหลายของซอฟต์แวร์ GOM Inspect เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ความยุ่งยากในการตรวจวัดลดลงและความเร็วในการตรวจสอบข้อมูลการวัดชิ้นงาน 3 มิติทำได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยซอฟต์แวร์นี้ใช้แนวคิดแบบพารามิเตอร์ ช่วยให้ทุกขั้นตอนกระบวนการได้รับการตรวจสอบซ้ำมากชิ้น วัดแบบค่านิ่งไม่แกว่งบอกได้เต็มปากว่าสามารถรับประกันความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่จะได้รับ  GOM Inspect ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า การวัดชิ้นงาน 3 มิติ ที่แม่นยำโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์จับยึด  Virtual Clamping คุณสมบัติพิเศษของซอฟต์แวร์ GOM คือ Virtual Clamping ของชิ้นส่วนโลหะและพลาสติก ที่ไม่จำเป็นต้องใช้การติดตั้งเพื่อตรวจสอบแบบเดิมๆ ด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่จะช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่าย เนื่องจากกระบวนการจับยึดไม่ได้ผิดพลาดจากของผู้ใช้อีกต่อไป ส่งผลให้ความสามารถในการวัดซ้ำๆเพิ่มมากขึ้น และหากคุณสนใจ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ข้อมูลเพิ่มเติม  GOM 3D Metrology ดาวน์โหลดซอฟแวร์  GOM Inspection Facebook GOM User Group Thailand

My logo