Chat with us, powered by LiveChat

Menu

10 เรื่องเล่า มหาลัยสยองขวัญ

Applicad Public Company Limited.Relax Corner10 เรื่องเล่า มหาลัยสยองขวัญ

Feb

5

2016

10 เรื่องเล่า มหาลัยสยองขวัญ

ก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่การทำงาน ทุกคนล้วนแต่ผ่านช่วงเวลาของการเป็นนักศึกษามาแล้วทั้งสิ้น และคงเคยได้ยินเรื่องราวสยองขวัญในรั้วมหาวิทยาลัยที่ถูกเล่ากันปากต่อปากจนเป็นตำนานคู่กับตัวมหาวิทยาลัยอยู่เสมอ ลองมาดูกันซิว่าสถาบันที่คุณจบมา หรือสถาบันการศึกษาไหนจะมีเรื่องเล่าสยองขวัญอย่างไรบ้าง เราจะพาคุณไปสัมผัสเรื่องเล่าชวนขนหัวลุก แต่ก่อนอื่นอยากจะขออภัยไว้ล่วงหน้า หากเรื่องราวที่เขียนนี้จะทำให้ผู้ที่รัก หรือเรียนจบจากมหาวิทยาลัยดังกล่าวไม่พอใจ ผู้เขียนเองไม่ได้มีเจตนาจะทำให้มหาวิทยาลัยดังกล่าวเสื่อมเสียชื่อเสียงแต่อย่างใด ส่วนเรื่องราวจะสยองขวัญ เขย่าประสาทแค่ไหน?? ติดตามอ่านกันได้เลยค่ะ

 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ : ลิฟท์แดง

1. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ : ลิฟท์แดง

       เรื่องลิฟท์แดง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นี้มีเรื่องเล่าว่า เมื่อตอนเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ พวกทหารได้บุกเข้ามาใน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พวกนักศึกษาต่างหลบหนีเข้ามาในลิฟท์ตัวหนึ่ง พอลิฟท์ตัวนี้เปิดพวกทหารก็กระหน่ำยิงทุกคนเสียชีวิตหมด เลือดสาดกระจายทั่วลิฟท์ ต่อมาทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้บูรณะทำความสะอาดกันทุกพื้นที่ไม่เว้นแม้แต่ลิฟท์ตัวนั้น แต่ทำความสะอาดยังไงคราบเลือดที่เปรอะเปื้อนอยู่ก็ไม่ล้างไม่ออก จึงได้ทำการทาสีลิฟท์ให้เป็นสีแดง

มีเรื่องเล่าตามมาว่าหลังจากที่ลิฟท์ได้นำกลับมาใช้ตามปกติ มีนักศึกษาหญิงคนหนึ่งมาขึ้นลิฟท์ตามลำพัง แต่เมื่อมองไปที่กระจกกลับพบว่าไม่ได้มีเธออยู่เพียงลำพัง หากแต่มีผู้โดยสารอยู่ด้วยมากมาย นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายครั้งหลายหนที่เหล่านักศึกษา อาจารย์ หรือแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ต่างๆ ได้พบเจอกับอาถรรพ์ลิฟท์แดงตัวนี้เข้า ทำให้ทาง มหาวิทยาลัยต้องเปลี่ยนตัวลิฟท์ใหม่ แต่ว่าประตูลิฟท์แดงที่ถูกถอดออกไปตอนนี้นี้ยังตั้งอยู่ที่ ชั้น 4 ตึกคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาจนถึงทุกวันนี้

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง : ศาลในห้องน้ำหญิง

2. สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง : ศาลในห้องน้ำหญิง

       เป็นเรื่องเล่าของศาลเพียงตาที่ติดอยู่บนผนังของห้องน้ำ ศาลที่ว่านี้เดิมตั้งไว้ที่คณะวิศวะฯ ตึกเอ ชั้น 5 โดยจะมีดอกไม้ธูปเทียนและน้ำแดงวางไว้อยู่เสมอ มีเรื่องเล่าว่ามีนักศึกษาสาว คณะสภาปัตย์ อกหักจากหนุ่มวิศวะฯ จึงไปผูกคอตายที่ห้องน้ำดังกล่าวนี้ และเพื่อให้วิญญาณของเธอสงบจึงมีการสร้างศาลเพียงตาเอาไว้ หลังจากนั้นมาก็มีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นหลายเรื่องด้วยกัน เรื่องเล่าของศาลในห้องน้ำก็มีหลายเรื่องที่ดังๆ ก็มี บริเวณที่ชั้น 5 มักจะได้ยินเสียงแปลกๆ หรือเห็นเงาคนเดินอยู่ แต่พอดูจริงๆ ก็ไม่มีใครเลย หรือมีคนเห็นนางรำ รำออกมาจากในศาล หรือมีคนเคยเล่าว่าหากใครไปเข้าห้องน้ำตอนดึกๆ จะเหมือนมีคนเข้าห้องน้ำห้องข้างๆ ด้วย หรือไม่ก็ถ้าไปส่องกระจกในห้องน้ำห้องนี้ก็จะเห็นผู้หญิงคนที่เค้าผูกคอตายอยู่ด้านหลัง แต่ตอนนี้ศาลดังกล่าวได้ย้ายลงมาอยู่ด้านหลังคณะวิศวะฯ ตึกเอ แล้ว เป็นศาลใหญ่โต ชื่อศาลว่า “ศาลเจ้าแม่ศรีแพรทอง

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ : ป๊อก…ป๊อก…ครืด..

3. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ : ป๊อก…ป๊อก…ครืด…

       เรื่องผีอันดับหนึ่งของ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระยะเวลาที่เกิดเหตุการณ์ไม่ทราบแน่ชัด แต่สถานที่เกิดคือ หอหญิง ในสมัยที่ยังเป็นที่รกร้างอยู่มาก ถนนยังเป็นลูกรัง เรื่องเกิดกับนักศึกษาสาวคู่หนึ่ง อาศัยอยู่ที่ประมาณ ชั้น 2 หรือ 3 ของ หอหญิงเจ็ด ช่วงนั้นเป็นช่วงสอบ นักศึกษาต่างกำลังอ่านหนังสือกัน มีนักศึกษาหญิงคนหนึ่งไม่สบาย อ่านหนังสือในห้องตอนหัวค่ำ รูมเมทชวนไปทานข้าวแต่เพราะเป็นไข้อยู่จึงไปไม่ไหว พอรูมเมทคนนั้นเห็นเพื่อนไม่สบายด้วยความเป็นห่วงจึงบอกว่าเดี๋ยวไปทานข้าวเองแล้วจะห่อมาฝาก เพื่อนคนที่ไม่สบายก็ฝากซื้อราดหน้า(หรืออะไรซักอย่าง)

หลังจากที่เพื่อนออกไป รูมเมทคนที่ไม่สบายก็นั่งอ่านหนังสือต่อ อ่านได้ซักพักก็ไม่ไหวเพราะไข้ขึ้นจึงนอน ตอนนอนอยู่นั้นสลึมสลือ แต่มีความรู้สึกว่านานมากแล้วทำไมเพื่อนยังไม่กลับมาซะที ซักพักได้ยินเสียงเบาๆ ดังจากชั้นล่างจากทางบันได ป๊อก ป๊อก ป๊อก เสียงนั้นดังเป็นระยะๆ ใกล้เข้ามาจากทางบันไดเรื่อยๆ เสียงเหมือนคนกำลังแบกของหนักบางอย่างขึ้นมา และเสียงนั้นก็ดังมาจนถึงชั้นที่ห้องนักศึกษาหญิงคนนั้นอยู่ แล้วเสียงก็เปลี่ยนเป็น ครืด ครืด เสียงเหมือนคนกำลังลากอะไรซักอย่างใกล้เข้ามาเรื่อย จนมาหยุดอยู่ที่หน้าห้อง นักศึกษาหญิงเริ่มเอะใจและมองไปทางประตู ในใจนึกว่าเพื่อนกลับมาแล้วแต่ยังเงียบ อึดใจนึงก็มีเสียงเคาะห้อง ก๊อก ก๊อก ก๊อก แล้วเงียบไป นักศึกษาสะดุ้งสุดตัว คิดว่าไม่ใช่เพื่อนแน่แล้ว ถ้างั้นทำไมไม่เปิดเข้ามาเลย จึงเดินไปเปิดประตู ตรงลูกบิดประตูมีถุงใส่ห่อราดหน้าแขวนอยู่ พอเห็นห่อลาดหน้าก็งง ว่าเพื่อนอยู่ไหนทำไมต้องเอามาแขวน ทำไมมีแต่รอยเปียกน้ำเป็นทางจากบันได

รุ่งเช้ามีคนมาเคาะห้องบอกว่าเพื่อนตายแล้ว นักศึกษาหญิงคนนั้นถูกฆ่าข่มขืนตรงพงหญ้าข้างทาง คาดว่าเหตุเกิดประมาณหัวค่ำ ลักษณะศพสภาพแขนและขาทั้งสองข้างหัก อาจเกิดจากการที่คนร้ายเอาท่อนไม้ทุบตีเพื่อไม่ให้หนี นักศึกษาหญิงที่ตายกำลังเดินทางกลับจากตลาดหลังจากทานข้าวเสร็จ ลักษณะเสียงที่ได้ยิน สันนิษฐานได้ว่าเพื่อนคนนั้นใช้ปากคาบถุง แล้วใช้คางเกยพาตัวเองมาจนถึงหอพักแล้วใช้คางเกยบันได ลากตัวเองขึ้นมาเป็นเสียง ป๊อก ป๊อก เสียง ครืด คือเสียงลากตัวเองจากบันไดมาจนถึงหน้าห้องปรากฎเป็นรอยเปียกน้ำยาวติดต่อกันหลังจากส่งห่อลาดหน้าให้ได้แล้วก็หมดห่วง ตอนแรกทุกคนไม่เชื่อที่นักศึกษาคนนั้นเล่า แต่หลังจากที่นักศึกษาที่พักอยู่ข้างๆ ห้องยืนยันว่า ในคืนนั้นก็ได้ยินเสียงดังกล่าวเช่นกัน

มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ : เรือนนางสนม

4. มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ : เรือนนางสนม

       เชื่อกันว่ามหาวิทยาลัยใดที่มีที่ตั้งอยู่ในอาณาบริเวณเขตวังเก่า หรือเคยเป็นวังมาก่อน ก็จะมีเรื่องราวกล่าวขานมานาน และยิ่งทวีความหลอนเข้าไปอีก เพราะแสดงให้เห็นถึงความเก่าแก่และความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่แห่งนั้น รวมถึงมหาวิทยาลัยศิลปากร เขตพระราชวังสนามจันทร์ ซึ่งตั้งอยู่บนเนื้อที่เดิมของอาณาบริเวณเขตพระราชฐานพระราชวังสนามจันทร์ เป็นพระราชวังฤดูร้อนในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และยังเป็นอีกสถานที่ ที่ได้ขึ้นชื่อว่าผีดุเป็นอันดับต้นๆ ของเมืองไทย

เด็กศิลปากรเองคงรู้ความเป็นมาของเรื่องเล่านี้ดี เพราะไม่ว่ารุ่นไหนก็ไม่พลาดที่จะเล่าสู่ให้รุ่นน้องฟังแน่ๆ สำหรับเรื่องเล่า “เรือนนางสนม” ซึ่งอยู่ด้านหลังคณะวิทยาศาสตร์ เป็นเรือนไม้สถาปัตยกรรมยุคเก่า ยกใต้ถุนขึ้นสูงมีอายุเก่าแก่มาก น่าจะมีความเก่าแก่ในช่วงสมัย ร.5 และมีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาเยอะมากว่า กลางดึกหากนักศึกษาคนไหนปั่นจักรยานผ่านเรือนไม้ดังกล่าวก็จะเห็นผู้หญิงแต่งชุดไทยมีเล็บยาวปรากฏตัวให้เห็น บ้างก็เล่าว่าปั่นๆ จักรยานไปจะรู้สึกว่ารถหนักขึ้น หันหลังไปจะเห็นมีผู้หญิงชุดไทยไม่มีหน้านั่งซ้อนหลังอยู่ แถมไม่นั่งอย่างเดียว เอาเล็บยาวเฟื้อยลากพื้นไปด้วยอีกต่างหาก และเหตุผลที่เรือนนางสนมหลังนี้ปัจจุบันต้องปิดหน้าต่างไปในที่สุดก็เพราะว่า คนที่ผ่านไปผ่านมามักจะเห็นผู้หญิงรำฟ้อนอยู่ในตัวเรือนไทยผ่านช่องหน้าต่างไม้ของเรือนหลังนั้นนั่นเอง

มหาวิทยาลัยรังสิต : ห้องน้ำหญิง ตึก 5 (วิศวะฯ)

5. มหาวิทยาลัยรังสิต : ห้องน้ำหญิง ตึก 5 (วิศวะฯ)

       มหาวิทยาลัยรังสิต นับเป็นมหาวิทยาลัยที่เรียกได้ว่ามีผีเยอะที่สุดในกรุงเทพฯ และปริมณฑลก็ว่าได้ จากข้อมูลที่ผู้มีสัมผัสทางวิญญาณท่านหนึ่งได้เคยอธิบายเอาไว้ บริเวณเมืองเอก (ชื่อสถานที่ตั้งของมหาวิทยาลัยรังสิต) มีลักษณะพื้นที่เป็นแอ่งกระทะ นัยว่าไม่ดีตามหลักฮวงจุ้ย อีกทั้งยังเต็มไปด้วยบ้านถูกปล่อยทิ้งร้างไร้ผู้ดูแล (เช่นบ้านร้าง 9 หลัง และบ้านร้างบันไดแดงสุดโด่งดังของคนชอบลองของทั้งหลาย) ซึ่งผู้มีสัมผัสทางวิญญาณท่านนี้ก็ได้เล่าว่าบ้านร้างเหล่านี้เอง ที่จะเรียกพวกภูติ ผี สัมภเวสีเร่ร่อนมาอยู่อาศัย กลับมาเรื่องสยองของมหาวิทยาลัยรังสิตกันต่อ บอกได้เลยว่าเยอะกว่าที่ไหนๆ

เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นแค่ตำนาน แต่มันคือเรื่องที่เกิดขึ้นจริง เมื่อนักศึกษาหญิงคนหนึ่งได้ถูกแฟนหนุ่มใหญ่ลากออกมาจากห้องสอบ (สาเหตุคงเรื่องหึงหวง) ฝ่ายชายลากฝ่ายหญิงเข้าไปเคลียร์กันในห้องน้ำ มีเสียงทะเลาะโวยวายกันได้สักพัก ฝ่ายชายก็เอาปืนยิงฝ่ายหญิงก่อนที่จะยิงตัวเองตายตาม ช่วงเกิดเรื่องใหม่ๆ นี่บอกเลยว่าหลอนโคตร มีคนได้ยินเสียงทะเลาะกันตามด้วยเสียงปืนเวลาเดิมๆ แทบทุกวัน (เค้าว่าคนที่ฆ่าตัวตายจะต้องติดอยู่ในลูป ทำเหตุการณ์ซ้ำตอนที่ตายเหมือนเดิมไปเรื่อย ๆ) ห้องน้ำห้องที่ว่าปกติก็น่ากลัวอยู่แล้ว ตั้งอยู่ตรงทางสามแพร่ง พอเกินเรื่องก็มีสายสิญจน์มาพันรอบๆ อีก บอกเลยว่าสยอง

 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย : อิฐ 9 ก้อน

6. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย : อิฐ 9 ก้อน

       ที่หน้าตึกเศรษฐศาสตร์ จะมีอิฐอยู่ก้อนหนึ่งที่เกยขึ้นมาไม่ตรงร่องต่างจากก้อนอื่นๆ และถึงแม้เวลาจะผ่านไปนานเท่าใดอิฐก้อนนั้นก็ยังเกยกันอยู่ จึงมีการเตือนต่อๆ กันมาของนิสิตจุฬาฯ ว่า “ห้ามไปเดินเหยียบอิฐก้อนนั้น” ไม่งั้นเช้ามาที่ขาจะมีร่องลอยฟกช้ำดำเขียวเกิดขึ้นเป็นจ้ำๆ ส่วนประวัติของอิฐ 9 ก้อน เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเมื่อ 6 ปีที่แล้ว คือมีนิสิตคณะบัญชีปี 4 ทะเลาะกับแฟน (คณะอะไร ปีอะไรไม่ทราบ) ฝ่ายหญิงขอเลิก ทำให้ฝ่ายชายเสียใจมาก โดยมีบทสนทนาประมาณนี้

ผู้ชาย : “จะเลิกใช่ไหม ?”
ผู้หญิง : “อืม จะเลิก”
ผู้ชาย : “จะเลิกใช่ไหม ?”
ผู้หญิง : “อื้อ”
ผู้ชาย : “จะเลิกแน่นะ”

สิ้นเสียง “จะเลิกแน่นะ” ผู้ชายเค้าก็กระโดดตึกลงไปต่อหน้าผู้หญิงเลย ซึ่งจุดที่ผู้ชายตกลงไปคือจุดเดียวกับที่อิฐเกยขึ้นมา สาเหตุน่าจะเกิดจากการที่ร่างตกลงมากระแทกกับพื้น หลังจากนั้นเห็นว่าพยายามยังไง เปลี่ยนพื้นเท่าไหร่อิฐตรงนั้นก็ไม่เคยสมานเรียบกันได้ซะที นี่จึงเป็นตำนานหลอนที่เล่าต่อๆ กันมา แต่ก็ไม่มีใครกล้าลบหลู่

มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา : ครูฮอน

7. มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา : ครูฮอน

       เมื่อลองดูประวัติคร่าวๆ ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาแล้ว เรื่องความเฮี้ยนต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ เพราะก่อนจะก่อตั้งเป็นมหาวิทยาลัยนั้น เดิมเคยเป็นวังเก่าของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี ซึ่งเป็นพระอัครมเหสีพระองค์แรกของรัชกาลที่ 5 เด็กนักศึกษาที่นี่ส่วนมากจึงเรียกตัวเองว่า “ลูกพระนาง” และด้วยความเป็นสถานที่เก่าแก่ มีระยะเวลาเนิ่นนาน จึงไม่น่าแปลก ถ้าจะมีเรื่องราวชวนให้นึกคิดเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับที่มองไม่เห็นอยู่เสมอ

แม้กระทั่งชั้น 4 ตึกศิลปกรรม เป็นชั้นของศิลปะการแสดง ประกอบไปด้วยนาฏศิลป์ไทยกับการละครไทย ว่ากันว่า “ครูฮอน” คือศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้ เรียนเอกนาฎศิลป์ ด้วยความที่รักและผูกพัน ครูฮอนจึงกลับมาเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาอีกครั้ง และได้เสียชีวิตไปด้วยโรคปอดติดเชื้อ จึงมีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า เมื่อราวๆ 4 ทุ่ม มียามสองคนได้ขึ้นลิฟต์มาชั้น 4 เพื่อตรวจดูความเรียบร้อยและไล่เด็กนักศึกษากลับบ้าน เมื่อมาถึงชั้น 4 ลิฟต์ก็เปิดออก ยามทั้งสองคนก็เห็นเงาคนลางๆยืนอยู่ที่สุดฝั่งทางเดินอีกฝั่ง พี่ยามก็ตะโกนบอก “ทำไมยังไม่กลับบ้าน ตึกปิดแล้วครับ” คนที่ยืนอีกฝั่งก็ไม่ตอบอะไร ยามทั้งสองคนจึงโมโหเลยเดินเข้าไปหา พอใกล้จะถึงก็ส่องไฟฉายเข้าใส่ พบเป็นผู้ชายยืนอยู่ปกติ ภาพที่เห็นดูจะไม่ผิดแปลกอะไร ไม่มีเลือดไม่มีอะไร แต่เขาก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าชายคนนั้นไม่มีท่อนล่าง ตั้งแต่เอวลงไปไม่มีอะไรเลย และที่ยิ่งน่าสะพรึงเข้าไปอีกคือ ชายคนนั้นจู่ๆ ก็ฟ้อนรำ ทำเอาคนที่พบเห็นตกใจแทบจะหนีไม่ทัน ซึ่งวิญญาณชายฟ้อนรำที่เห็น คาดกันว่าน่าจะเป็นครูฮอนที่กลับมาเยี่ยมเยียนมหาวิทยาลัยของตนนั้นเอง

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตรังสิต : ศาลหอแกรนด์

8. มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตรังสิต : ศาลหอแกรนด์

       นี่คือเรื่องเฮี้ยนที่ดังสุดๆ ประจำมหาวิทยาลัยกรุงเทพเลยทีเดียว ศาลที่ว่านี้ตั้งอยู่ตรงข้ามมหาวิทยาลัย ส่วนสาเหตุที่เรียกว่าศาลหอแกรนด์เพราะตั้งอยู่หน้าหอแกรนด์คอนโด ซึ่งกิตติศักดิ์ความน่ากลัวนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะมีทั้งผีอิสลาม ผีผู้ชายร่างสูงใหญ่ตาแดง หรือเคยเกิดเหตุการณ์โดดตึก โดนยิงมาแล้วทั้งนั้น ซึ่งที่น่าสนใจคือ ศาลนี้จะเห็นเฉพาะเด็กปี 1 ที่เข้ามาใหม่และไม่เคยได้ยินหรือรู้เรื่องราวเกี่ยวกับศาลแห่งนี้มาก่อน ศาลแห่งนี้มีการหลอกหลอนที่ไม่ธรรมดาเพราะเด็กปี 1 แต่ละคนจะเห็นศาลลักษณะต่างกันไป บ้างก็เห็นเป็นศาลไม้เก่าๆ แต่ส่วนใหญ่จะเห็นเป็นศาลปูนสีขาวใหญ่โต ซึ่งคนที่เห็นจะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “พอเดินผ่านอีกครั้ง ก็ไม่เห็นศาลนั้นอีกแล้ว” เรื่องสยองนี้ถือเป็นเรื่องโด่งดังและสร้างความสะพรึงกลัวให้กับนักศึกษา ม.กรุงเทพไปตามๆ กัน

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ : Loving Way

9. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ : Loving Way

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องความเฮี้ยน ความหลอน เพราะได้มีเรื่องเล่าขานต่างๆ นานา มาหลายยุคหลายสมัยแล้ว แต่เรื่องที่ถือว่าโด่งดังและเป็นตำนานก็คือ “Loving Way” ฟังจากชื่อแล้วต้องคิดว่าถนนแห่งความโรแมนติกแน่ๆ แต่นี้เป็นอีกหนึ่งเรื่องหลอนที่มีความโรแมนติกปนอยู่ด้วย เพราะถนนเส้นนี้จะเป็นถนนที่เด็กม.เกษตรฯ ทุกคนจะรู้จักกันเป็นอย่างดี และมีความเชื่อว่าในตอนกลางวันถ้าหนุ่มสาวมาปั่นจักรยานซ้อนกัน จะทำให้สมหวังในความรัก หรือได้เป็นแฟนกันนั่นเอง แต่ถ้ามาปั่นในตอนกลางคืนล่ะจะเป็นอย่างไร และถ้าหากคนปั่นกับคนซ้อนนั่งหันหลังชนกันแล้วด้วย เขาว่ากันว่าจะเห็นอะไรบางอย่างระหว่างที่ปั่นอยู่ในถนนสายนั้น

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.หาดใหญ่) : ด้ายแดง

10. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.หาดใหญ่) : ด้ายแดง

       เรื่องราวของมหาวิทยาลัยแห่งนี้น่าสนใจทีเดียว เพราะ มอ.หาดใหญ่ ไม่เพียงแต่เป็นมหาวิทยาลัยเท่านั้น ยังเป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัดที่ใหญ่ที่สุดของภาคใต้อีกด้วย ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นโรงพยาบาลก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะมีเรื่องชวนขนหัวลุกเกิดขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องเล่า “ด้ายแดง” ที่ตึก MNL เป็นตึกสำหรับวิชากายวิภาคศาสตร์ หรือพูดง่ายๆ คือเป็นตึกที่ใช้เก็บรักษาร่างของอาจารย์ใหญ่นั่นเอง และได้มีนักศึกษาปี 1 ได้มาเรียนที่ตึกแห่งนี้เป็นวันแรก จึงไปถามยามว่าลิฟต์อยู่ทางไหน ยามคนนั้นก็บอกทางไปตามปกติ ก่อนจากกันนักศึกษาก็ได้สังเกตเห็นว่าที่ข้อมือของยามคนดังกล่าวมีด้ายสีแดงผูกอยู่ เป้าหมายของนักศึกษาคนนี้อยู่ที่ชั้น 5 ก็กดลิฟต์เปิดเข้าไป กดชั้น 5 แต่ลิฟต์กลับไปเปิดที่ชั้น 2 (ชั้น 2 จะเป็นชั้นที่ใช้เก็บร่างอาจารย์ใหญ่ ซึ่งตอนนั้นน้องคนนี้ก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะไม่รู้เรื่อง มาเสียวแทบช็อกเอาตอนรู้ทีหลัง ว่าทำไมลิฟต์ถึงได้จอดชั้นนั้น) หลังจากเรียนเสร็จน้องนักศึกษาก็ไม่เคยเจอยามคนนั้นอีกเลยไม่ว่าจะกลับไปเรียนที่ตึกอีกกี่ครั้ง และต้องถึงกับช็อกเมื่อได้มารู้ความจริงว่าตึก MNL ไม่เคยมียามประจำการอยู่เลย และแท้จริงแล้ว ยามที่มีด้ายแดงผูกอยู่ที่ข้อมือนั้นคืออาจารย์ใหญ่ เพราะการผูกด้ายสีแดงที่ข้อมือ คนเป็นจะไม่ผูกกัน ด้ายแดงจะใช้สำหรับผูกข้อมืออาจารย์ใหญ่เท่านั้น

อ้างอิง: คุณ SteeL14s สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม และ teen.mthai.com

ภาพประกอบ: มหาลัยสยองขวัญ, manager.co.th

By: White Tofu

 

  • 4
    Shares
บทความนี้เป็นประโยชน์ต่อท่านหรือไม่
(No Ratings Yet)
Loading...

Menu