Chat with us, powered by LiveChat

ออกแบบบันได และราวกันตกง่ายๆ อย่างชาญฉลาดด้วย ARCHICAD

Applicad Public Company Limited.Customers Success Customers Success-Ci Success - ArchiCADออกแบบบันได และราวกันตกง่ายๆ อย่างชาญฉลาดด้วย ARCHICAD

Aug

14

2018

ออกแบบบันได และราวกันตกง่ายๆ อย่างชาญฉลาดด้วย ARCHICAD

โดย AECbytes Review

 

ผู้ที่คุ้นเคยกับ ARCHICAD จะทราบดีว่าแต่ละเวอร์ชันที่พัฒนาและปล่อยออกมานั้นจะให้ความสำคัญเกี่ยวกับธีม ซึ่งจะมีการตั้งชื่อหลังจากที่มีการพัฒนาปรับปรุงครั้งใหญ่เสร็จเรียบร้อยแล้ว (สามารถเข้าไปอ่านบทความย้อนหลังของ ARCHICAD 20, ARCHICAD 19 และปีก่อนหน้านี้ได้ด้วย) ซึ่งธีมในปีนี้ของ ARCLHICAD 21 คือ Step Up Your BIM และจุดเด่นของเวอร์ชันนี้มีอยู่ 2 ส่วน ด้วยกัน ส่วนแรกคือ ได้มีการพัฒนาปรับปรุงวิธีการในการออกแบบขั้นบันได รวมไปถึงราวบันได และอีกหนึ่งจุดเด่นก็คือ เป็นการกำเนิดของเครื่องมือในการออกแบบที่ชาญฉลาด ถือว่าเป็นการยกระดับความสามารถเครื่องมือของ BIM งั้นเราลองมาดูรายละเอียด คุณสมบัติ รวมไปถึงการพัฒนาปรับปรุงความสามรถเพิ่มเติมในการทำงานร่วมกัน การรวมกันของ Grasshopper และการยกระดับความสามารถในการผลิตให้ดีขึ้นใน ARCHICAD 21 กัน

ความอัจฉริยะของเครื่องมือในการออกแบบบันไดและราวกันตก

ฟังก์ชันบันไดที่มาพร้อมกับราวจับได้ถูกพัฒนาขึ้นมากใน ARCHICAD 21 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทาง GRAPHISOFT เรียกว่า Predictive Design โดยเทคโนโลยีนี้จะใช้ “กฏเกณฑ์” ทำการจัดเก็บข้อมูลการออกแบบที่เป็นที่นิยมให้เป็นมาตรฐาน เช่น รายละเอียดต่างๆ จากหนังสืออ้างอิง ไม่ว่าจะเป็น Neufert’s Architects’ Data หรือ Architectural Graphics Standards ซึ่งถือได้ว่าเป็นคัมภีร์ของสถาปนิก เพื่อนำมาสร้างคำสั่งอัจฉริยะที่สามารถสร้างแบบต่างๆ ที่แตกต่างกันได้อย่างอัตโนมัติ แต่ในกรณีของ ARCHICAD 21  เทคโนโลยีนี้ได้ถูกประยุกต์เพื่อใช้ในการออกแบบบันไดและราวจับ ซึ่งต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานด้านการใช้งานและความปลอดภัย เช่น หน้ากว้างลูกนอน (Tread width) ความสูงของลูกตั้ง (Riser height) ความเหมาะสมระหว่างความสูงและความกว้างของขั้นบันได (Optimum riser-to-tread ratio) ความกว้างอย่างน้อย (Minimum width) ชานพักและค่ากำหนดต่างๆ (Landing placement and configuration) ความสูงของราวจับ (Railing height) ระยะห่างของซี่ราวบันได (Spacing of posts) และอื่นๆ (ตามภาพที่ 1 ) นอกเหนือจากแนวทางในการออกแบบส่วนประกอบเหล่านี้แล้ว ในเวอร์ชันนี้ยังสามารถระบุรหัสเฉพาะของแต่ละองค์กร แต่ละประเทศ หรือแต่ละประเภทของอาคาร ที่สถาปนิกจะต้องปฏิบัติตามในการออกแบบได้อีกด้วย

ภาพที่ 1. มาตรฐานทั่วไปสำหรับการออกแบบบันได ซึ่งอ้างอิงมาจากหนังสือ Architectural Graphics Standards

หลักการใหม่ของเครื่องมือสำหรับบันไดถูกพัฒนามาเพื่อให้มีความครอบคลุมการออกแบบมาก และสามารถนำมางานได้หลากหลายวิธีเพื่อออกแบบบันไดที่มีค่ากำหนดที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะขึ้นอยู่กับจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของบันได รูปทรงของบันได ผนังที่ติดกับบันได เป็นต้น ซึ่งภาพที่ 2 คือตัวอย่างพื้นฐานการออกแบบบันไดเป็นกราฟฟิกเชิงเส้น โดยการเลือกจุกเริ่มต้นของบันไดและจุดสิ้นสุดของบันได เปรียบเสมือนว่าคุณกำลังทำการร่างบันไดบนแบบจำลอง ซึ่งภาพด้านซ้ายเป็นการแสดงให้เห็นว่าเครื่องมือกำลังทำการออกแบบบันได เริ่มจากจุดเริ่มต้นที่ได้มีการกำหนดไว้และเค้าโครงของบันไดซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามจุดที่มีการกำหนดให้เป็นจุดสิ้นสุดของบันได และภาพด้านขวาแสดงให้เห็นภาพของบันไดเมื่อมีการออกแบบเสร็จเรียบร้อยแล้ว จากการกำหนดจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของบันได

ภาพที่ 2. การออกแบบบันไดเบื้องต้นแบบเชิงเส้นกับฟังก์ชันบันไดใหม่

สำหรับ “กฎเกณฑ์” ที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขการออกแบบบันไดนี้ เราสามารถเข้าไปดูและทำการตั้งค่าได้ในหน้า Settings ตามรายละเอียดที่ปรากฎในภาพที่ 3  ซึ่งแสดงให้เห็นถึงค่าที่ตั้งไว้ทั้งหมดที่สามารถปรับแต่งได้ เช่น รูปทรงเลขาคณิตพื้นฐาน (ความสูงโดยรวม, ลูกตั้ง, ลูกนอน, ชานพักบันได เป็นต้น) รหัสต่างๆ และค่ามาตรฐานในแบบของค่าที่ต่ำสุดและสูงสุด (ความลาดเอียง, จำนวนความกว้างรวมของขั้นบันไดทั้งหมด, ความสูงลูกตั้ง เป็นต้น) การจำแนกประเภท  โครงสร้าง (เสาหิน, คาน, คานรับน้ำหนักของบันได หรือ Cantilevered เป็นต้น) จุดบรรจบกันของลูกตั้งและลูกนอน รวมไปถึงการนำเสนอในรูปแบบของ 2 มิติ จากด้านบน ซึ่งกฎเกณฑ์ที่จะไม่ใช้งานก็สามารถทำการปิดได้ บันไดที่แตกต่างกันและการกำหนดการตั้งค่าต่างๆ ที่แตกต่างกันก็สามารถทำการบันทึกได้ใน Favorites  ซึ่งสามารถดึงข้อมูลที่บันทึกไว้มาใช้งานได้อย่างรวดเร็ว เพื่อที่จะสร้างบันไดประเภทต่างๆ โดยไม่ต้องเข้าไปทำการตั้งค่าใหม่

ภาพที่ 3. หน้าต่าง Setting สำหรับคำสั่งบันได  

ซึ่งแสดงให้เห็นถึงค่าต่างๆ รวมไปถึงการกำหนดกฎเกณฑ์ที่ช่วยในการสร้างบันไดพร้อมกับเครื่องมือ

เมื่อมีการกำหนดค่าเหล่านี้ เราสามารถที่จะออกแบบบันไดได้หลากหลายรูปแบบในสถานที่ที่แตกต่างกัน ตามตัวอย่างในภาพที่ 4 เครื่องมือนี้สามารถนำมาใช้ได้ทั้งในมุมมองแบบ 2D และ 3D และเมื่อออกแบบบันได้เสร็จแล้ว เราก็สามารถทำการแก้ไขปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายไม่ต่างกับกระบวนการในการออกแบบ ด้วยความสามารถในการแก้ไขเส้น Boundary  รวมไปถึงเส้น Base สามารถทำการเปลี่ยนตำแหน่งจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของบันไดได้ ลด Footprintไปยังพื้นที่ที่เล็กที่สุด รวมไปถึงกำหนดขนาดชานพักใหม่ เป็นต้น แต่บางครั้งเมื่อมีการปรับเปลี่ยนแก้ไขต่างๆ ก็ทำให้แบบบันไดที่ออกมาเกิดความไม่ถูกต้องได้ เนื่องจากบางครั้งก็มีการละเมิดกฎเกณฑ์บางอย่างที่มีการระบุไว้ ถ้าเป็นเช่นนั้น ตัวโปรแกรมจะมีการแสดงหน้าต่างระบุข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น และจะเน้นส่วนของบันไดที่เกิดข้อผิดพลาดให้เราได้เห็น เพื่อให้เราสามารถแก้ไขการกำหนดค่าต่างๆ เพื่อทำการแก้ไขแบบบันไดได้ และอีกหนึ่งคำสั่งการใช้งานที่ใช้ในการแก้ไขข้อผิดพลาดก็คือ Stair Solver ซึ่ง Stair Solver จะมีตัวเลือกต่างๆ ในการออกแบบบันไดในกรณีที่บริเวณนั้นไม่สามารถออกแบบบันไดตามที่เราต้องการได้ นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ทำให้เราออกแบบบันไดในบริเวณที่เราต้องการได้ (ตามภาพที่ 5)

ภาพที่ 4. บันไดในลักษณะต่างๆ ในพื้นที่ที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถออกแบบได้อย่างรวดเร็วด้วยคำสั่งบันได ทั้งแบบ 2 มิติ และ 3 มิติ

ภาพที่ 5. Stair Solver พร้อมกับตัวเลือกต่างๆ ในการออกแบบบันไดในกรณีที่บริเวณนั้นไม่สามารถออกแบบบันไดตามที่เราต้องการได้

นอกเหนือจากบันไดทั้งหมดแล้ว เรายังสามารถที่จะแก้ไขแต่ละส่วนได้ เช่น ลูกนอนและลูกตั้ง ตามที่แสดงในภาพที่ 6 ซึ่งภาพด้านบนเป็นตัวอย่างของบันไดที่แสดงให้เห็นลูกนอนกับลูกตั้งจนไปถึงส่วนฐานที่มีการขยายออกไป ใขขณะที่ภาพด้านล่างแสดงให้เห็นว่า ลูกนอนถูกทำให้โค้งด้วยคำสั่ง Morph ที่เป็นส่วนขยายออกมาจากลูกนอนเดิม ถึงแม้จะเป็นการแก้ไของค์ประกอบย่อยของบันได แต่ก็ยังคงส่วนอื่นของบันไดไว้เหมือนเดิม ซึ่งส่วนเหล่านั้นก็สามารถทำการแก้ไขได้เช่นเดียวกัน

ภาพที่ 6. เป็นตัวอย่างของการแก้ไขส่วนประกอบบางอันของบันได ด้วยคำสั่งบันได

คำสั่งบันไดแบบใหม่นี้จะมีเครื่องมือราวจับมาให้ด้วย ซึ่งทำให้เราสามารถออกแบบราวจับได้อย่างง่ายดายให้กับบันไดที่ได้มีการออกแบบไว้ เพียงแค่สร้างตามแนวบันได ดังที่แสดงตามภาพที่ 7 เช่นเดียวกับบันได ราวลูกกรงสามารถปรับแต่งได้อย่างเต็มที่ตามความต้องการ โดยมีการตั้งค่าหลากหลายรูปแบบสำหรับส่วนประกอบต่างๆ ได้แก่ รางด้านบน, ราวบันได, ซี่ราวบันได, แผ่นผนังบันได, อุปกรณ์เชื่อมต่อต่างๆ และอื่นๆ ราวลูกกรงถูกเชื่อมต่อกับบันไดที่สร้างขึ้น ดังนั้นเมื่อมีการปรับเปลี่ยนหรือแก้ไขบันได ราวจับบันไดก็จะถูกเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย นอกจากนี้เช่นเดียวกับบันได แต่ละองค์ประกอบของราวลูกกรงสามารถแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนได้ ในขณะที่ยังคงรักษาส่วนที่เหลือของราวจับบันไดให้คงเดิม

ภาพที่ 7. การสร้างราวลูกกรงสำหรับบันได และการตั้งค่าต่างๆ ที่จำเป็นให้กับราวบันได โดยสามารถกำหนดค่าได้ตามที่ต้องการ

 

OPEN BIM workflow

GRAPHISOFT มีความสามารถในการทำงานร่วมกันเป็นอย่างมากและเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มบุกเบิกโครงการ  IFC-based Open BIM เพื่อยกระดับมาตรฐานและเวิร์กโฟลว์ที่เปิดกว้างระหว่างแอปพลิเคชัน AEC สำหรับการออกแบบก่อสร้างและการใช้งานร่วมกันของอาคาร สำหรับการทำงานร่วมกันในการออกแบบ การก่อสร้าง และการดำเนินงานของอาคาร

ARCHICAD 21 ได้มีการปรับปรุงเพิ่มเติมเวิร์กโฟลว์ของ OPEN BIM เพื่อนำแบบจำลองต่างๆ ที่มีข้อกำหนดที่แตกต่างกันให้สามารถเชื่อมโยงการทำงานและกระบวนการต่างๆ ร่วมกันได้ โดยประสานงานด้านการออกแบบ, การตรวจสอบการชนกันของวัตถุ (Clash Detect) และการจัดการข้อมูล ในขณะที่ไฟล์ IFC จากภายนอก ที่ถูกสร้างขึ้นโดยวิศวะกรโครงสร้าง (MEP) ที่ใช้โปรแกรมอื่นๆ สามารถที่จะทำการเอาไฟล์ที่ออกแบบมาวางเป็นแบบ Hotlink ได้ในโครงการที่ออกแบบด้วย ARCHICAD ซึ่งสามารถทำให้เห็นความสัมพันธ์ของรูปแบบต่างๆ ที่มีข้อกำหนดที่แตกต่างกันได้ในแบบจำลองสถาปัตยกรรม (ตามภาพที่ 8) ทั้งนี้ได้มีการพัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้นจากเวอร์ชันก่อนหน้า โดยได้เพิ่มความสามารถในการใส่ไฟล์ IFC จากภายนอกให้อยู่ใน ARCHICAD ได้ ซึ่งเมื่อก่อนหากจะเอาไฟล์เหล่านั้นมาใส่ใน ARCHICAD ได้ ก็จะต้องทำการแปลงให้เป็นองค์ประกอบเบื้องต้นของ ARCHICAD เสียก่อน แต่ในเวอร์ชันนี้ด้วยความสามารถในการทำ Hotlink จึงไม่จำเป็นต้องมีการแปลงไฟล์ และยังช่วยให้สามารถนำโมเดลที่อัปเดตไปไว้ใน ARCHICAD ได้ง่ายขึ้น เพียงแค่ทำการอัปเดตลิงก์ใน Hotlink Manager ซึ่งแน่นอนว่าเพื่อให้ไฟล์สามารถถูกซิงโครไนซ์ได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์นั้น ไฟล์เหล่านั้นจำเป็นต้องมีมาตรฐานเพื่อใช้เป็นแหล่งอ้างอิงร่วมกัน ซึ่งต้องถูกพิจารณาจากการใช้งานการกำหนดเงื่อนไขที่แตกต่างมาก่อนล่วงหน้า

ภาพที่ 8. แสดงให้เห็นถึงแบบ MEP ที่ถูกนำมาใส่ใน ARCHICAD แบบ Hotlink

และได้มีการใช้กราฟิกด้วยสีเทาแทนแบบของสถาปัตยกรรม

นอกเหนือจากการประสานงานในการนำเสนอซึ่งเปิดใช้งานโดยการตรวจสอบแบบต่างๆ ที่มีข้อกำหนดที่แตกต่างกันแล้ว ARCHICAD 21 ยังได้มีการพัฒนาความสามารถของตัวโปรแกรมให้สามารถตรวจสอบ Clash detection ระหว่างแบบเหล่านั้น โดยใช้แถบเครื่องมือที่มีให้ในโปรแกรม โดยไม่ต้องไปใช้งานเครื่องมือภายนอกในการตรวจสอบข้อผิดพลาดในการออกแบบนี้ และเมื่อมีการระบุ 2 ส่วนในการออกแบบโดยแถบเครื่องมือที่มีชื่อว่า Collision Detection เพื่อทำการตรวจสอบการทับซ้อนแล้ว จุดที่มีการทับซ้อนกันจะถูกทำการตรวจสอบและมีการแสดงใน Mark-Up Tools palette ซึ่งจะถูกเปิดโดยอัตโนมัติหลังจากที่ได้ทำการตรวจสอบการทับซ้อน (ภาพที่ 9) นอกจากที่โปรแกรมจะแสดงผลบนหน้าจอแล้ว แต่ละครั้งที่มีจุดตกกระทบ คุณสามารถทำการเก็บภาพกราฟิกที่แสดงอยู่บนจอภาพ พร้อมทั้งยังทำเครื่องหมายและดึงข้อมูลออกมาเป็นไฟล์ BCF ได้ (BIM Collaboration Format) เพื่อที่จะส่งต่อให้สมาชิกในทีมออกแบบ หรือที่ปรึกษาในการออกแบบได้ตรวจสอบ นอกเหนือจากวิธีการที่จะตรวจสอบจุดตกกระทบแล้ว ตัวโปรแกรมยังสามารถนำเสนอวิธีการที่หลากหลายและเงื่อนไขในการค้นหาที่จะช่วยให้เราสามารถระบุได้ว่าจุดตกกระทบที่เจอนั้นเป็นแบบไหนได้อีกด้วย

ภาพที่ 9. ทำการตรวจสอบจุดตกกระทบระหว่างโครงสร้างอาคาร และ MEP รวมไปถึงการแสดงผลที่ตรวจพบ

นอกจากการพัฒนาปรับปรุงที่กล่าวมาเบื้องต้นแล้ว ARCHICAD 21 ยังได้มีการพัฒนาปรับปรุง Classification Manager ที่มีความสามารถในการทำงานร่วมกันและการประสานงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่ง Classification Manager เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ส่วนประกอบอื่นๆ ที่แตกต่างกันในการออกแบบโดนจำแนกได้อย่างเหมาะสม และยังสามารถช่วยให้การค้นหาส่วนประกอบนั้นๆ ใน ARCHICAD ทำได้ง่ายขึ้นอีกด้วยเพื่อตอบสนองความต้องการในการทำงาน และ Classification Manager ยังช่วยระบุส่วนประกอบได้อย่างถูกต้องเมื่อไฟล์ ARCHICAD ถูกดึงข้อมูลออกมา ไม่เพียงแค่กระบวนการออกแบบร่วมกัน ตัวอย่างเช่น โครงสร้างกับ MEP แต่ยังรวมไปถึงกระบวนการอื่นๆ ต่อจากนั้นอีก เช่น การจัดการวางแผนงานและจำนวนปริมาณงาน  ARCHICAD 21 ไม่ได้มีแค่เพียงระบบการจำแนกที่มีอยู่ในโปรแกรมแล้วเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมกับความสามารถในการใช้ข้อมูลจากระบบอื่นๆ เช่น MasterFormat, Uniformat และ Omniclass เป็นต้น ที่สามารถใช้ในการจำแนกส่วนประกอบต่างๆ ได้อีกด้วย ตามที่แสดงในภาพที่ 10 มันมีความเป็นไปได้ที่ส่วนประกอบเดียวกันจะถูกจำแนกโดยใช้ระบบการจำแนกหลากหลายระบบ ดังนั้นเมื่อไฟล์แบบที่ทำไว้ถูกดึงข้อมูลออกไป มันสามารถที่จะถูกนำไปใช้ในหลากหลายโปรแกรมได้ ซึ่งนั้นหมายความว่าอาจจะมีการใช้ระบบการจำแนกที่แตกต่างกัน

ภาพที่ 10. Classification Manager ใหม่ แสดงให้เห็นถึงระบบการจำแนกที่หลากหลาย บางระบบมีมากับโปรแกรม บางระบบได้มีการติดตั้งภายหลัง และความสามารถในการจำแนกส่วนประกอบเดียวกันโดยใช้หลากหลายระบบ

Grasshopper Integration

ARCHICAD 21 ยังได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในคำสั่งบูรณาการผสมผสานการออกแบบระหว่าง Rhino/Grasshopper แบบสองทิศทาง สำหรับการทำงานร่วมกันของ Rhino/Grasshopper อ่านเพิ่มเติมได้ที่  Algorithmic Design with BIM การบูรณาการช่วยให้ส่วนประกอบพื้นฐานของ ARCHICAD/BIM เช่น กำแพง ประตู หน้าต่าง แผ่นพื้น และเสา จะถูกนำไปใช้ในการออกแบบสคริปต์ใน Grasshopper และตอนนี้ การบูรณาการได้ถูกเพิ่มขีดความสามารถไปยังโซนองค์ประกอบใน ARCHICAD ซึ่งสามารถเอาไปใช้ในการสร้างแนวคิดในการออกแบบกับโซนต่างๆ ใน ARCHICAD ที่ถูกขับเคลื่อนโดย Grasshopper script (ภาพที่ 11) นอกจากนี้แล้ว เราสามารถประยุกต์ใช้ ARCHICAD Favorites เพื่อให้สอดคล้องกับประเภทขององค์ประกอบใน Grasshopper ซึ่งช่วยให้องค์ประกอบของการออกแบบ ที่ถูกสร้างโดยสคริปต์ตามการตั้งค่าและคุณสมบัติที่ต้องการที่มีการบันทึกไว้ใน Favorites

ภาพที่ 11. การเพิ่มโซนไปยังองค์ประกอบของ ARCHICAD ซึ่งร่วมไปถึงความสามารถของการสคริปต์ใน Grasshopper และความสามารถในการแนบการตั้งค่าสคริปต์ซึ่งจะใช้กับองค์ประกอบทั้งหมดของประเภทที่ถูกสร้างขึ้นมา

การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต

เป็นที่ทราบกันดีว่าเวอร์ชันใหม่ของ ARCHICAD นั้นมีการพัฒนาปรับปรุงที่หลากหลายซึ่งรวมไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตที่จะถูกพัฒนาให้เป็นไปตามความต้องการของลูกค้า การเปลี่ยนตำแหน่งของพารามิเตอร์จากองค์ประกอบหนึ่งไปยังอีกองค์ประกอบส่วนอื่นๆ ได้ถูกพัฒนาให้ดีขึ้นด้วย ความสามารถในการทำการกรองประเภทของพารามิเตอร์ที่จะมีการเปลี่ยนตำแหน่ง ซึ่งสามารถยกเว้นส่วนที่ต้องการได้ และคำสั่งใหม่ที่มีชื่อว่า Multiply Along Path ที่มีความสามารถในการช่วยวางขององค์ประกอบที่คล้ายกันไปยังรูปหลายด้านได้ เช่น เสาไฟที่อยู่ตามถนน (ภาพที่ 12) และนอกจากนี้ยังมีคำสั่ง Random Placement ที่สามารถทำให้องค์ประกอบ เช่น หญ้าและต้นไม้ อยู่กระจายตามพื้นที่ที่ต้องการได้

ภาพที่ 12. มีการใช้คำสั่ง Multiply Along Path ในการคัดลอกและจัดวางองค์ประกอบตามทางที่กำหนดไว้

การพัฒนาปรับปรุงด้านการผลิตอื่นๆ ซึ่งรวมไปถึงการพัฒนาปรับปรุงการจัดการเส้นประตามมุมต่างๆ เพื่อให้เราได้มองเห็นเส้นประที่เหมาะสมขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นประไปจนถึงจุดสิ้นสุด ซึ่งรูปแบบใหม่ 3D Styles นี้ ช่วยให้มุมองหน้าต่างการตั้งค่า 3D สามารถถูกบันทึกและถูกเรียกดูได้ ไม่ว่าจะมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรูปแบบใดๆ ก็จะมีการแก้ไขโดยอัติโนมัติไปยังมุมมองที่ใช้งานอยู่เหล่านั้นด้วย (ภาพที่13) ความสามารถในการควบคุม Section boundaries จาก Section view เอง โดยไม่ต้องเข้าไปที่  Plan view เพื่อระบุหา ซึ่งความสามารถนี้จะสร้างและปรับแต่งข้อความที่กำกับได้ และยังสามารถขยายความสามารถในการปรับขนาดโดยอัตโนมัติในแต่ละส่วนประกอบของผนังและพื้นได้

ภาพที่ 13. การบันทึก หน้าต่างการตั้งค่า 3 มิติ ให้เป็นรูปแบบ 3 มิติ ซึ่งถูกนำมาใช้งานในอีกมุมมองอื่น

สรุป

เราพูดได้เลยว่าสำหรับ ARCHICAD 21 เป็นเวอร์ชันที่มีการพัฒนาปรับปรุงครั้งยิ่งใหญ่สำหรับ GRAPHISOFT ซึ่งเป็นเจ้าแรกที่ได้สร้างการทำงานร่วมกันของ Rule-based design สำหรับ BIM และการตัดสินใจที่จะสร้างโปรแกรมที่ใช้ในการออกแบบบันไดและองค์ประกอบของราวจับ นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ปราดเปรื่องซึ่งมีที่มาจากความต้องการของผู้ใช้งานและจากมุมมองในการพัฒนา บันไดและราวจับถือได้ว่ามีองค์ประกอบที่ซับซ้อนมากในการออกแบบ ซึ่งสามารถสร้างความยุ่งยากและน่าเบื่อให้กับสถาปนิก แต่ถ้าเรามีเครื่องมือที่ชาญฉลาดที่จะช่วยออกแบบบันไดและราวจับได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องแม่นยำก็นับว่าเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งจากมุมมองในการพัฒนาแล้ว ทั้งบันไดและราวจับจะอยู่ภายใต้มาตรฐานในการออกแบบที่มีการกำหนดไว้ (ตามที่ปรากฎในภาพที่ 1) ที่ช่วยให้การออกแบบง่ายขึ้นในการสร้างเครื่องมือแบบ Rule-based เมื่อเปรียบเทียบกับคำกล่าวที่ว่า การออกแบบระบบหน้าต่างสำหรับห้องที่มีการคำนึงถึงจำนวนของเกณฑ์ “soft” ที่เป็นการยากที่จะสร้างมันขึ้นมา

แต่อย่างไรก็ตาม ผมหวังว่านี้จะเป็นเพียงแค่การเริ่มต้น และ ARCHICAD จะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในเครื่องมือแบบ Rule-based ในอนาคตสำหรับมุมมองในการออกแบบที่แตกต่างโดยใช้มาตรฐานที่มีการกำหนดขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยให้สถาปนิกสามารถออกแบบได้รวดเร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเป็นการประหยัดทั้งเวลาและกำลังซึ่งสามารถเอาไปใช้ในการออกแบบงานอื่นที่ยากขึ้นได้ โดยพื้นฐานแล้วการออกแบบใดๆ ก็ตามที่สามารถสร้างขึ้นจากกฎเกณฑ์ที่มีการกำหนดไว้ควรที่จะสามารถสร้างได้โดยอัตโนมัติ เราไม่จำเป็นจะต้องพิถีพิถันในการออกแบบทุกๆ องค์ประกอบ แต่เราควรที่จะสามารถร่างแผนผังการออกแบบและเครื่องมือที่จะช่วยให้สามารถสร้างแบบจำลอง BIM ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งแน่นอนว่า นั้นคือ เป้าหมายที่ทุกคนปรารถนา

สนใจทดลองใช้โปรแกรม ARCHICAD Trial Version และคู่มือการใช้งานฉบับภาษาไทยดาวน์โหลดไปใช้กันฟรีๆ ได้ที่ ARCHICAD Download

อ้างอิง: AECbytes Review ARCHICAD21

แปล และเรียบเรียง:

Sorawat Nakmanee

Wilaiphan S.

  • 55
    Shares
บทความนี้เป็นประโยชน์ต่อท่านหรือไม่
(No Ratings Yet)
Loading...