Chat with us, powered by LiveChat

What’s New ARCHICAD 21

Jun

23

2017

What’s New ARCHICAD 21

GRAPHISOFT ผู้นำทางด้านเทคโนโลยี BIM (Building Information Modeling) และพัฒนาซอฟต์แวร์ออกแบบสถาปัตยกรรม 3D ได้ประกาศเปิดตัว ARCHICAD ซอฟต์แวร์ BIM ตัวแรกของโลก เวอร์ชันล่าสุด ซึ่งก็ คือ ARCHICAD 21 ณ เมืองบูดาเปสท์ ประเทศฮังการี (2 พฤษภาคม 2560) ในเวอร์ชัน 21 นี้มาพร้อมกับฟังก์ชันและการพัฒนาใหม่ๆ อย่างคำสั่งบันได (Stair Tool) ที่ได้ Predictive Design Technology™ จาก GRAPHISOFT มาช่วยให้งานออกแบบของคุณง่าย และง่ายยิ่งขึ้นไปอีก

What’s New in ARCHICAD 21

ใหม่!! คำสั่งบันไดและราวกันตก

ด้วย Predictive Design Technology™ จาก ARCHICAD 21 ช่วยให้สามารถออกแบบรูปแบบบันไดในลักษณะต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย และไร้ข้อจำกัด ไปจนถึงในส่วนของการตั้งค่าที่ใช้งานง่าย ไม่ว่าจะเป็นส่วนประกอบใดๆ ก็ตามในโครงสร้างของบันได อย่างเช่น คาน ลูกตั้ง ลูกนอน จมูกบันได ก็สามารถออกแบบ และตั้งค่าปรับแต่งเฉพาะในแต่ละส่วนได้เลย

ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าหนึ่งในงานออกแบบสถาปัตยกรรมที่ค่อนข้างมีความซับซ้อนก็คือ “บันได” นั่นเอง ที่นอกจากจะต้องคำนึงถึงในเรื่องของมาตรฐานการออกแบบแล้ว ตัวบันไดเองก็ยังต้องมีความสอดคล้องกับตัวอาคารนั้นๆ อีกด้วย งานออกแบบบันไดในเวอร์ชันก่อนๆ จึงกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อสำหรับผู้ใช้งาน ARCHICAD เพราะสุดท้าย งานในส่วนนี้ก็ต้องไปจบด้วยวิธีการปั้นโมเดลตัวบันไดนั้นขึ้นมาใหม่แบบ Manual

แต่กับเวอร์ชัน21นี้ ด้วย Predictive Design Technology™ ในส่วนของคำสั่งบันได (Stair Tool) จะมาในรูปแบบของ Intuitive Graphical ที่จะช่วยลดข้อจำกัดในงานออกแบบ ให้เราสามารถใส่ความคิดสร้างสรรค์ของเราลงไปในงานออกแบบบันไดได้อย่างไร้ข้อจำกัด โดยสามารถสร้างบันไดได้แค่เพียงการกำหนดเส้น Polyline ง่ายๆ ออกมาเป็นลักษณะของกราฟิก และเลือกรูปแบบของบันไดแบบต่างๆ ที่เราต้องการได้เลย อีกทั้งในส่วนของการออกแบบสร้างสรรค์แพทเทิร์นของราวกันตก ก็ยังสามารถแก้ไขปรับแต่งส่วนต่างๆ ได้ในรูปแบบพาราเมตริกอีกด้วย

อัพเดต! CineRender Engine

CineRender Engine ของ ARCHICAD 21 – มีการพัฒนาที่อ้างอิงจาก Cinema 4D เวอร์ชัน18 จาก MAXON

ที่มีความสามารถในการสร้างภาพเรนเดอร์ที่ดูเสมือนจริง ได้อย่างมีคุณภาพสูง

ในเรื่องของการสะท้อน (Reflectance Channel) CineRender Engine ได้ถูกพัฒนาให้ดูสมจริงยิ่งขึ้น ด้วยความสามารถในการสะท้อนที่ซ้อนกันได้หลายๆ เลเยอร์อย่างไม่จำกัด อีกทั้งยังมีฟังก์ชัน Uniform Surface สำหรับงานเรนเดอร์ ซึ่งจากที่เคยเรนเดอร์ได้เพียงแค่ White Model ในเวอร์ชันก่อน แต่ใน  ARCHICAD 21 นั้นผู้ใช้งานสามารถกำหนดสี Surface ได้ตามความต้องการ ไปจนถึงความสามารถในเรื่องของ Shader และการสร้างเอฟเฟคต่างๆ จากการ Bump ลายให้ภาพเสมือนจริง ก็ถูกพัฒนาให้ใช้เวลาในการเรนเดอร์น้อยลงด้วยระบบ Secondary GI

Element Classification

โมเดลแบบจำลองใน ARCHICAD นั้น เปรียบเสมือนกับศูนย์กลางข้อมูล ที่เก็บข้อมูลทั้งหมดของโครงการเอาไว้ ดังนั้นการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ในตัวโมเดลนั้น จึงต้องพัฒนาให้สามารถเข้าถึงได้ง่าย ฟีเจอร์ Element Classification จึงเริ่มถูกพัฒนาอย่างจริงจังตั้งแต่เวอร์ชัน 20 จนกระทั่งเวอร์ชันล่าสุดนี้  ARCHICAD 21 ช่วยให้เราสามารถกำหนดประเภทของชิ้นส่วนองค์ประกอบในอาคาร และพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างอิสระ อย่างการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายก่อสร้างอื่นๆ ที่อาจมีการจำแนกประเภทขององค์ประกอบอาคารที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นงานโครงสร้าง หรือแม้กระทั่งกับ โซน (Zone) ก็จะได้คำสั่งใหม่อย่าง ‘Classification Manager’ เข้ามาช่วยจัดการทั้งการตั้งค่าข้อมูล (Property) ก็สามารถตั้งค่าพร้อมทั้งสามารถโอนย้ายข้อมูลระหว่างโปรเจกต์กันได้ผ่านนามสกุลไฟล์ XML อีกด้วย ซึ่งในขณะที่ ARCHICAD เวอร์ชันก่อนนั้น จะแค่สามารถจำแนกประเภทได้เฉพาะตามรายการที่ตัวโปรแกรมจำกัดมาให้เท่านั้น จึงอาจรองรับการทำงานร่วมกันตามแนวคิด Open BIM ได้อย่างไม่เต็มที่นัก

IFC Model Referencing: IFC Hotlinks

รูปแบบใหม่ของการนำเข้าไฟล์ IFC ไม่ว่าจะคนละโครงการ หรือต่างซอฟต์แวร์ ก็สามารถทำงานร่วมกันได้ในรูปแบบของ Hotlinks Module บน ARCHICAD 21

รูปแบบการทำงานของ IFC Hotlinks จะมีคอนเซ็ปต์การใช้งานที่เหมือนกันกับฟังก์ชัน Hotlinks Module ใน ARCHICAD เวอร์ชันก่อน ทั้งนี้สามารถนำเข้าไฟล์ .ifc มายังโครงการของเรากี่ครั้งก็ได้ตามที่ต้องการ ยกตัวอย่างการทำงานโครงการใหญ่ๆ จะมีตัวกรอง (Filter) ที่ช่วยควบคุมการแสดงผลของข้อมูลในตัวไฟล์อ้างอิง (Referenced IFC) โดย IFC Modules เหล่านี้ จะสามารถอัปเดตได้แบบ Round Trip เพื่อการทำงานร่วมกันกับทีมงานฝ่ายอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังรองรับการทำงานของฟีเจอร์ Collision Detection อีกด้วย

Collision Detection

ด้วยวิวัฒนาการของ BIM ในแง่ของแบบจำลองกระบวนการก่อสร้างที่ทำงานจริง ฟีเจอร์ที่จะมาช่วยเติมเต็มการทำงานของสถาปนิก และทีมงานฝ่ายอื่นๆ ให้มีประสิทธิภาพ คงหนีไม่พ้นชุดคำสั่ง “Collision Detection” ดังนั้น ตั้งแต่เวอร์ชัน 21 เป็นต้นไป ชุดฟีเจอร์ Collision Detection นี้จะกลายมาเป็นอีกหนึ่งคำสั่งมาตรฐานของ ARCHICAD

นอกเหนือจากงานออกแบบแล้ว ในฐานะของผู้ประสานงานอย่างสถาปนิก การใช้ฟีเจอร์ Collision Detection สามารถช่วยในเรื่องของการประสานแบบของแต่ละทีมเข้าด้วยกัน เพื่อทำการเปรียบเทียบตัวโมเดลผ่านการกำหนดข้อมูลต่างๆ (Criteria) ตามชุดข้อมูลที่เราต้องการ โดยการตั้งค่าเหล่านี้ เราสามารถนำข้อมูลต่างๆ อย่างประเภทขององค์ประกอบอาคาร (Element Classification), ค่า Property Values และรายละเอียดของ Attributes ต่างๆ เช่น ชื่อเลเยอร์, วัสดุ (Building Materials) ร่วมกับคำสั่ง Mark-Up ของ ARCHICAD ที่จะมาช่วยไฮไลท์จุดที่เกิดปัญหาต่างๆ เพื่อการแก้ไขได้อย่างตรงจุด

จากไฮไลท์ดังที่ได้กล่าวมาทั้งหมด ฟีเจอร์ใหม่ของ ARCHICAD 21 ยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ ยังคงมีฟังก์ชันอื่นๆ อีกหลายฟังก์ชันที่ถูกพัฒนาให้ดีขึ้น ซึ่งสามารถเข้าไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ARCHICAD 21 ได้ที่ : https://www.applicadthai.com/pages/archicad21/

 

 

บทความ : เปี่ยมแข พลอินทร์

 

RELATED POST

บทความนี้เป็นประโยชน์ต่อท่านหรือไม่
(No Ratings Yet)
Loading...