Chat with us, powered by LiveChat

Menu

Eco Housing Design เพื่อโลกเพื่อเรา

Applicad Public Company Limited.Art & InspireEco Housing Design เพื่อโลกเพื่อเรา

Feb

5

2016

Eco Housing Design เพื่อโลกเพื่อเรา

       ในภาวะที่อากาศ หรืออุณภูมิของโลกเราสูงขึ้นเรื่อย ๆ มนุษย์เราก็เริ่มคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะเป็นการปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติและสภาพแวดล้อมได้ ดังนั้นนวัตกรรมเกี่ยวกับบ้านจึงเกิดขึ้นเพราะบ้านหรือที่อยู่อาศัยเป็นหนึ่งในปัจจัย4 ที่สำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์บ้านพักอาศัยหลายหลังมักถูกสร้างโดยลืมนึกถึงสภาพภูมิอากาศที่บ้านตั้งอยู่ หรือใช้วัสดุไม่เหมาะสม รวมถึงการอยู่อาศัยอย่างไม่สอดคล้องกับเมืองร้อน ทำให้ต้องมาแก้ไขภายหลังสร้างเสร็จโดยการใช้เครื่องปรับอากาศภายในบ้าน ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองพลังงาน และทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นดังนั้นการออกแบบบ้านโดยคำนึงถึงการประหยัดพลังงานได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาโดยทั่วไปแล้วนั้นมีแนวทางการออกแบบ 2 รูปแบบหลักๆ คือ แบบอาศัยเครื่องจักรกล (Active Design) และแบบเน้นพึ่งพาธรรมชาติ (Passive Design) ซึ่งทั้งสองรูปแบบพยายามจะให้เกิดภาวะอยู่สบายแต่มีภาคปฏิบัติต่างกัน ลองดูกันว่า “แนวทางการออกแบบหรือสร้างอาคารและบ้าน เพื่อความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และประหยัดพลังงาน” ต้องเลือกพิจารณาในด้านใดบ้าง

1. การออกแบบและนำไปก่อสร้างควรเลือกให้สอดคล้องกับที่ตั้งและสภาพแวดล้อมรอบข้าง

       การออกแบบเพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานของผู้อยู่อาศัยในเรื่องพื้นที่ใช้สอย การเชื่อมต่อพื้นที่ใช้งานและความยืดหยุ่นในการวางตำแหน่งอาคาร สภาพแวดล้อมรอบๆ บ้านมีส่วนช่วยทำให้บ้านเย็นสบาย เช่น มีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา มีแหล่งน้ำที่ให้ความเย็น ไม่มีอาคารกีดขวางทางลม ฯลฯ

       การวางตำแหน่งบ้านที่ดีจะทำให้ภายในบ้าน ได้รับประโยชน์จากธรรมชาติมากที่สุด ความร้อนที่เกิดในบ้านส่วนใหญ่มาจากดวงอาทิตย์ ซึ่งดวงอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันออกแล้วเคลื่อนตัวอ้อมไปทางทิศใต้จนไปตกทางด้านทิศตะวันตก ดังนั้น การวางตำแหน่งของบ้าน อาจใช้หลัก “เปิดรับแสงด้านเหนือ” และ “กันแดดด้านตะวันตกและใต้” เท่านี้ก็พอจะสู้รบกับความร้อนได้อย่างดี และประหยัดพลังงานทีเดียว

       ดูทิศทางลมเหนือและลมใต้ ลมที่พัดผ่านประเทศเรามี 2 ชนิด คือ ลมมรสุมฤดูร้อน ที่พัดมาจากทางทิศใต้ และทิศตะวันตกเฉียงใต้ และลมมรสุมฤดูหนาว ที่พัดมาจากทิศเหนือ และทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ดังนั้น การจัดวางบ้าน ควรจะจัดให้มีช่องเปิดที่ด้านทิศเหนือ และทิศใต้ ทั้ง 2 ด้านปรับสภาพแวดล้อมรอบอาคาร โดยอาศัยประโยชน์จากธรรมชาติเป็นการลงทุนไม่มากแต่ได้ผลดี

2. การลดความยุ่งยากของการออกแบบรายละเอียดและวิธีการก่อสร้างที่ซับซ้อน

       การก่อสร้างแต่ละส่วนจะประกอบด้วยวัสดุหลากหลายชนิด หลากหลายขั้นตอน ทำให้ต้องใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างมากต้องใช้แรงงานที่มีทักษะเฉพาะหลายชุด และมีการใช้อุปกรณ์และเครื่องมือประกอบหลายชนิด ทำให้สูญเสียวัสดุในทุกๆ ขั้นตอนของงานก่อสร้าง จึงจำเป็นต้องมีการควบคุมงานและคุณภาพอย่างใกล้ชิด ต้องมีการวางแผนการทำงานและปรับเปลี่ยนแผนการทำงานให้สอดคล้องกับปริมาณงาน และแรงงานอยู่ตลอดเวลา ซึ่งการออกแบบรูปทรงอาคารให้มีรูปทรงเรียบง่าย ด้วยการลดความยุ่งยากซับซ้อนของอาคาร ตัดทอนส่วนประกอบต่างๆ ที่ไม่จำเป็น แต่สามารถตกแต่งลวดลายของผิวผนังให้ทันสมัย ตอบสนองความต้องการพื้นที่ใช้สอยได้เป็นอย่างดี การออกแบบรูปทรงที่มีสัดส่วนระหว่างพื้นที่เปลือกอาคารต่อพื้นที่ใช้สอย (Surface-to-Area Ratio, S/A) ให้มีค่าต่ำ เพื่อลดพื้นที่ผิวอาคารที่มีการถ่ายเทความร้อนจากภายนอกเข้าสู่อาคารซึ่งจะเป็นการส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างที่ต่ำลง และใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างน้อยลงด้วย

3. ใช้วัสดุก่อสร้างที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย

       หลังคา: การออกแบบหลังคาจะต้องคำนึงถึงการป้องกันความร้อนจากแสงอาทิตย์ที่จะถ่ายเทเข้าอาคารโดยการนำความร้อน ซึ่งทำได้โดยการวัสดุที่มีค่าความต้านทานความร้อนสูงเช่นหลังคาจากหลังคาไม้ หรือใช้วัสดุที่มีผิวมัน วัสดุที่มีผิวโทนสีขาวจะสามารถสะท้อนแสงอาทิตย์ได้ดี ทำให้อุณหภูมิของหลังคาลดลง หรือการใส่ฉนวนกันความร้อน ก็เป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถป้อง กันการนำความร้อนผ่านหลังคาเข้าอาคารได้โดยตรง

       ผนัง : เป็นส่วนของกรอบอาคารอีกส่วนหนึ่งที่ความร้อนจากแสงอาทิตย์ถ่ายเทเข้าอาคารโดยการนำความร้อน ควรเลือกวัสดุที่มีค่าความต้านทานความร้อนสูงมาใช้ทำผนังอาคาร จะช่วยลดปริมาณความร้อนที่ถ่ายเทเข้าอาคารได้มาก เช่น การใช้จาก ไม้ หรือผนังเบา การเพิ่มช่องว่างอากาศ และการบุฉนวนกันความร้อนให้กับผนังอาคารที่มีประสิทธิภาพการต้านทานความร้อนต่ำ เป็นวิธีที่ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการต้านทานความร้อนของอาคารให้สูงขึ้นและการใช้สีอ่อนหรือสีโทนสว่าง เช่น สีขาว สีเขียวอ่อน สีเหลืองอ่อน และวัสดุสะท้อนแสงที่มีผิวมันเงากับผนังด้านนอกของกรอบอาคารจะช่วยสะท้อนรังสีแสงอาทิตย์ได้ดี

4. การปรุงแต่งสภาพแวดล้อมเพื่อการประหยัดพลังงาน

       หากบ้านตั้งอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เย็นจะสามารถประหยัดพลังงานได้มาก การสร้างความเย็นให้สภาพแวดล้อมต้องนำความเย็นจากท้องฟ้าและจากการระเหยของน้ำมาใช้ ขณะเดียวกันต้องป้องกันรังสีดวงอาทิตย์ เมื่อลมพัดผ่านมา ลมร้อนจะกลายเป็นลมเย็นการปลูกต้นไม้บริเวณรอบๆบ้าน นอกจากความร่มรื่นความสดชื่น อากาศบริสุทธิ์ที่ได้รับจากต้นไม้แล้ว ต้นไม้ยังดึงเอาความร้อนที่อยู่รอบๆ ไปทำให้น้ำที่รากดูดขึ้นมาจากใต้ดิน ระเหยเป็นไอน้ำผ่านออกทางปากใบ ทำให้อากาศรอบๆต้นไม้เย็นลง

       จากแนวคิดของการออกแบบหรือสร้างอาคารและบ้าน เพื่อความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และประหยัดพลังงานเป็นแรงกระตุ้นให้โลกตระหนักถึงการช่วยชะลอสภาวะโลกร้อนอย่างเป็นรูปธรรม และมีอิทธิพลให้เกิดการพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ เกิดแนวคิดนวัตกรรมการออกแบบใหม่ของการอนุรักษ์พลังงานที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงแห่งโลกอนาคต

By…..Wilaiphan S.

บทความนี้เป็นประโยชน์ต่อท่านหรือไม่
(No Ratings Yet)
Loading...

Menu