|
แอพพลิแคด เอาใจตลาดไทย
เปิดเครื่องพิมพ์ 3D ถูกที่สุดในโลก
“แอพพลิแคด” เปิดตัวเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ถูกที่สุดในโลกเป็นครั้งแรกในไทย ชี้จุดเด่นมีคุณภาพงานสูงใกล้เคียงกับการใช้งานจริง ส่งผลไม่จำเป็น ต้องอาศัยเทคโนโลยีการผลิต ที่ต้องใช้แม่พิมพ์แบบเดิม เผยเทรนด์บริษัทชั้นนำของโลก แห่ใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบ DDM
นายประภาส ตั้งอดุลย์รัตน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอพพลิแคด จำกัด ผู้เชี่ยวชาญ เทคโนโลยีการออกแบบวิศวกรรม อย่างครบวงจร เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทได้เปิดตัวเครื่องพิมพ์ 3 มิติ รุ่น uPrint ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ 3 มิติ (3D Printer ) ที่ราคาถูกที่สุดในโลก โดยจำหน่ายในราคา 799,000 บาท จากปกติเครื่องพิมพ์ 3 มิติส่วนใหญ่ในตลาด มีราคาจำหน่ายหลักล้านบาท อีกทั้งครั้งนี้ ยังถือเป็นการเปิดตัวครั้งแรก ในประเทศไทยอีกด้วย โดยบริษัทได้ทำการเปิดตัว เครื่องพิมพ์ 3 มิติ รุ่น uPrint อย่างเป็นทางการในงาน Photo Imaging Expo ซึ่งเป็นงานกล้อง และงานพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน นอกจากนี้ภายในบริษัทยังนำเสนอชิ้นงาน วังสระปทุม ที่สร้างจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ โดยการออกแบบภาพ วังสระปทุม ด้วยโปรแกรม 3 มิติ จากนั้นทำการพิมพ์ออกมาด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ซึ่งเป็นการจำลองโมเดลวังที่มีลักษณะ
คล้ายคลึงกับวังต้นแบบอีกด้วย โดยงานเริ่มขึ้นตั้งแต่ วันพุธที่ 1 เมษายน จนถึงวันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน 2552 ณ รอยัลพารากอนฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน

|
สำหรับคุณสมบัติเครื่องพิมพ์ 3 มิติ รุ่น UPrint เป็นเครื่องที่ใช้เทคโนโลยี RP (Rapid Prototype การสร้างชิ้นงานต้นแบบ) ชิ้นงานที่พริ้นต์ออกมามีความทนทานสูง เพราะเป็นพลาสติก ABS และชิ้นงานไม่มีการหดตัว เครื่องมีขนาดกะทัดรัด สามารถวางบนโต๊ะทำงานได้ ใช้งานง่ายเพียงมีไฟล์ 3มิติช่วยลดค่าใช้จ่าย ลดเวลา และข้อผิดพลาดจากการผลิตจริง สามารถรองรับการทำงาน ได้หลากหลายรูปแบบ เช่น Testing Mockup Jig fixture และไม่เป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้เทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ 3 มิติ เริ่มต้นจากแนวคิด ร่างแบบ เขียนแบบ ลงรายละเอียด จนไปสู่การออกแบบโมเดลในลักษณะ 3 มิติ (3D CAD) จากนั้นสามารถสร้างชิ้นงานต้นแบบ ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ให้เสร็จภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว สามารถนำชิ้นงาน ไปทดลองใช้ได้เบื้องต้น ก่อนขั้นตอนการผลิตจริง ปัจจุบันการประยุกต์ใช้งานเครื่องพิมพ์ 3 มิติ มีคุณภาพงานสูง และมีค่าความแม่นยำ มากขึ้น วัสดุที่ใช้ มีความแข็งแรง ใกล้เคียงกับการใช้งานจริง เช่น พลาสติกทำให้สามารถ นำชิ้นงานนี้ ไปใช้งานได้จริงโดยไม่จำเป็น ต้องอาศัยเทคโนโลยี การผลิตแบบเดิม ที่ต้องใช้การทำแม่พิมพ์ ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ในการสร้างแม่พิมพ์ เพื่อฉีดชิ้นงานพลาสติกเพียงไม่กี่ชิ้น เช่น การผลิตเครื่องจักรหรืออุปกรณ์เฉพาะด้าน ถ้าใช้เทคโนโลยี DDM ทำให้สามารถลดต้นทุน และสามารถผลิตชิ้นงานได้ทันที ทำให้ได้ต้นทุนการผลิตต่อตัวที่ถูกกว่ามาก และได้ชิ้นงานที่เร็วขึ้น เทคโนโลยีนี้จึงถูกเรียกว่า “Direct Digital Manufacturing (DDM)” โดยปัจจุบันบริษัทชั้นนำของโลก ในหลากหลายประเภทธุรกิจ อาทิ ด้านการแพทย์ ด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ ด้านสถาปัตยกรรม ด้านวิศวกรรม เป็นต้น ได้นำเทคโนโลยีการผลิตแบบ DDM ไปใช้ประโยชน์ ทั้งในส่วนของการลดต้นทุน และเวลาการผลิตเพิ่มมูลค่า ให้กับผลิตภัณฑ์ และเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขัน ในปัจจุบันมากขึ้น
ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ_ปีที่ 29 ฉบับที่ 2,415
วันที่ 5-8 เมษายน พ.ศ. 2552
|